โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) ภัยเงียบที่ต้องระวัง

Image

แชร์


โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) เป็นภาวะที่เกิดจากความผิดปกติของการกำเนิดและการนำกระแสไฟฟ้าภายในหัวใจ ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วเกินไป ช้าเกินไป หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ จนกระทบต่อการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง ภาวะนี้อาจพัฒนาไปสู่ โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ภาวะหัวใจวาย และหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

 

จังหวะการเต้นหัวใจปกติเป็นอย่างไร 

โดยทั่วไป หัวใจคนปกติจะเต้นประมาณ 60 – 100 ครั้งต่อนาที แต่เมื่อเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ อัตราการเต้นอาจผิดปกติใน 3 ลักษณะหลัก ได้แก่

  1. หัวใจเต้นช้ากว่าปกติ (Bradycardia)น้อยกว่า 60 ครั้งต่อนาที
  2. หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ (Tachycardia)มากกว่า 100 ครั้งต่อนาที
  3. หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ (Irregular Rhythm)เต้นพลิ้วหรือสะดุด 

 

สาเหตุของโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ 

  1. ปัจจัยภายในร่างกาย
  • ความผิดปกติของยีนและโครงสร้างหัวใจที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม
  • โรคประจำตัว เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ, โรคกล้ามเนื้อหัวใจ, โรคไทรอยด์, โรคอ้วน, เบาหวาน, ไตวาย
  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea) 

 

  1. ปัจจัยจากพฤติกรรมและสภาพจิตใจ
  • สูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
  • ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนสูง เช่น กาแฟ, ชา, น้ำอัดลม, เครื่องดื่มชูกำลัง
  • ความเครียด วิตกกังวล หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ 

 

  1. ปัจจัยภายนอกอื่น ๆ
  • ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น ยาแก้หวัดที่มีซูโดอีเฟดรีน (Pseudoephedrine), ยาลดน้ำหนักที่มีไซบูทรามีน (Sibutramine) หรือยากระตุ้นระบบประสาท 
  • ผลข้างเคียงจากวัคซีนบางชนิด 
  • การใช้สารเสพติด เช่น แอมเฟตามีน กัญชา 

 

สัญญาณเตือนหากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที 

  • รู้สึกใจสั่น ใจหวิว หรือหัวใจเต้นแรง
  • เหนื่อยง่ายหรืออ่อนเพลีย
  • รู้สึกหายใจติดขัด หายใจไม่ทั่วท้อง
  • เจ็บหน้าอกจี๊ด ๆ หรือแน่นหน้าอก
  • หน้ามืด บ้านหมุน หรือวิงเวียนศีรษะ
  • เป็นลม หมดสติ 

 

ชนิดของโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ 

 

  1. หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ (Tachycardia)
  • Atrial Fibrillation (AFib) หัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว เต้นไม่สม่ำเสมอ
  • Atrial Flutter (AFlut) หัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว แต่ยังมีจังหวะสม่ำเสมอ
  • Supraventricular Tachycardia (SVT) กระแสไฟฟ้าผิดปกติจากหัวใจห้องบน ทำให้การเต้นของหัวใจเร็วเกินปกติ
  • Ventricular Tachycardia (VT) หัวใจห้องล่างเต้นเร็วผิดปกติ อาจทำให้หัวใจหยุดเต้น
  • Ventricular Fibrillation (VFib) หัวใจห้องล่างเต้นระรัว ไม่สัมพันธ์กับห้องอื่น ๆ อันตรายถึงชีวิต

 

  1. หัวใจเต้นช้ากว่าปกติ (Bradycardia)
  • Sick Sinus Syndrome จุดกำเนิดกระแสไฟฟ้าทำงานบกพร่อง ทำให้หัวใจเต้นช้าผิดปกติ
  • Conduction Block กระแสไฟฟ้าหัวใจถูกบล็อก ทำให้หัวใจเต้นช้าหรือหยุดชั่วคราว 

 

การวินิจฉัยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ แพทย์จะเลือกวิธีตรวจตามอาการและความรุนแรง เช่น

  1. ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram : EKG)
  2. ติดเครื่องบันทึกคลื่นหัวใจ 24 ชั่วโมง (Holter Monitoring)
  3. การทดสอบหัวใจด้วยการออกกำลังกาย (Exercise Stress Test)
  4. ตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Echocardiogram)
  5. การสวนหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angiography : CAG)

 

วิธีการรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ 

การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุและชนิดของภาวะ โดยแบ่งออกเป็น 5 วิธีหลัก 

  1. การใช้ยาควบคุมจังหวะหัวใจ เช่น Amiodarone, Flecainide (ใช้ภายใต้การดูแลแพทย์)
  2. การกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้า (Cardioversion) เพื่อฟื้นฟูจังหวะการเต้นให้ปกติ
  3. การใช้สายสวนจี้กล้ามเนื้อหัวใจ (Ablation Therapy) ทำลายเนื้อเยื่อที่เป็นต้นเหตุของการเต้นผิดจังหวะ
  4. การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) สำหรับผู้ที่หัวใจเต้นช้า
  5. การฝังเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ (AICD) เพื่อช่วยในภาวะหัวใจห้องล่างสั่นพลิ้ว หรือเต้นเร็วผิดปกติ
  6. การขยายหลอดเลือดหัวใจ ในกรณีที่หัวใจเต้นผิดปกติ เกิดจากปัญหาของหลอดเลือดหัวใจตีบ/ตัน

 

สิ่งที่ควรทำ 

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ วันละ 6–8 แก้ว
  • พักผ่อนให้เพียงพอ 6–8 ชั่วโมง
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ไขมันต่ำ
  • ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
  • ทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
  • เข้ารับการตรวจติดตามกับแพทย์ตามนัด 

 

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง 

  • งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงการอดนอนหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ
  • งดออกกำลังกายหักโหม
  • อย่าละเลยการตรวจสุขภาพตามนัดหมาย 

 

การป้องกันโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ 

  • ควบคุมความเครียดและดูแลสุขภาพจิต
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอแต่ไม่หักโหม
  • เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อหัวใจ
  • ตรวจสุขภาพประจำปี
  • ปรึกษาแพทย์หากมีประวัติโรคหัวใจในครอบครัว พิจารณาการตรวจทางพันธุกรรม (Heart Genome) 

 

หากคุณมีอาการใจสั่น เหนื่อยง่าย หรือสงสัยว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะ ควรเข้ารับการตรวจและวินิจฉัยโดยแพทย์เฉพาะทาง ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลพญาไท 2 

 

 

 

นพ. นิธิพล ปิยะศิริศิลป์ 

อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจ

โรงพยาบาลพญาไท 2

Loading...

แชร์


Loading...