หัวใจเต้นพลิ้ว (Atrial Fibrillation) ศัตรูเงียบของโรคหัวใจ

Image

แชร์


หลายครั้งเรามีอาการใจเต้นแรง เต้นเร็วเป็น ๆ หาย ๆ ตรวจมาหลายรอบแล้วก็ยังปกติ คิดว่าคงไม่เป็นโรคอะไรหรอก? 

 

แต่ความจริงนั้น โรคหัวใจเต้นพลิ้วสามารถเป็นได้ตลอดเวลา แต่ก็มีหลายครั้งที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ที่เราจะเรียกว่า Paroxysmal atrial fibrillation  (PAF) ซึ่งแต่ละปี ผู้ที่เป็น PAF จะแย่ลง จนเป็นตลอดเวลาที่เรียกว่า Permanent AF ซึ่งรูปแบบนี้ อาจเรียกว่าเป็นถาวร หัวใจไม่สามารถกลับมาเต้นปกติแล้ว 

 

ทำไมถึงอันตราย?

โรคนี้ทางแพทย์อาจเรียกภาษาไทยว่า “หัวใจพลิ้ว” Atrial Fibrillation (AF) หัวใจห้องบนจะทำงานโดยปล่อยกระแสไฟฟ้าโดยอิสระ ไม่สัมพันธ์กัน และไม่พร้อมกัน จึงส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามกายวิภาคของหัวใจและสารฮอร์โมนพิเศษต่างๆ รวมไปถึงปฏิกิริยาการอักเสบในหัวใจ หลอดเลือด และสารลิ่มเลือดในหัวใจและสมอง ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคร้าย 2 อันดับ คือ หลอดเลือดสมองตีบ (Stroke) และภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) โดยข้อแรกนั้นพบถึง 3% ต่อปีเลยครับ  

 

แต่เดี๋ยวก่อน! เพราะเราสามารถลดความเสี่ยงลงได้ถึง 10 เท่า ถ้าเราวินิจฉัยโรคได้ทันท่วงที รักษาเร็ว และเลือกแนวทางรักษาที่ถูกต้อง 

 

สาเหตุของหัวใจเต้นพลิ้ว ได้แก่ 

  • ความวิตกกังวล เครียดสะสม หรือเครียดรุนแรง  
  • ความดันโลหิตสูง 
  • โรคหัวใจขาดเลือดหรือกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง  
  • โรคลิ้นหัวใจผิดปกติ 
  • ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ 
  • การดื่มแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนมากเกินไป  
  • พักผ่อนไม่พอ  
  • หรืออาจเกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน (Idiopathic) 

  

อาการของภาวะหัวใจเต้นพลิ้ว บางคนอาจไม่มีอาการใด ๆ แต่คนที่มีอาการมักจะรู้สึกว่า

 

  • รู้สึกหัวใจเต้นสะดุด, หัวใจกระโดด  
  • ใจสั่น หรือหัวใจเต้นแรงผิดปกติ  
  • เหนื่อยง่าย  
  • เวียนศีรษะหน้ามืด  
  • หายใจไม่อิ่ม  
  • เจ็บหน้าอก 

 

การวินิจฉัยโรคหัวใจเต้นพลิ้ว (Atrial Fibrillation) 

ภาวะหัวใจเต้นพลิ้ว (Atrial Fibrillation) เป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้องและแม่นยำ ซึ่งแพทย์จะใช้การตรวจหลายวิธีเพื่อประเมินการทำงานของหัวใจอย่างละเอียด ดังนี้ 

 

  1. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiography : ECG / EKG) 
    การตรวจแบบนี้ถ้ามาที่โรงพยาบาลก็จะทำการตรวจได้ทันทีแต่ข้อเสียคือถ้าเป็น (
    PAF) มักจะตรวจไม่พบ ปัจจุบันมีการใช้ Mobile App อ่านผ่านมือถือที่ใช้ ทั่วไปเช่น iPhone , Samsung และ Huawei เป็นต้น  ก็นำเครื่องมือเหล่านี้ ตรวจจับแล้วนำมาใช้ร่วม เพื่อปรึกษาแพทย์ต่อได้ครับ
  2. การติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบต่อเนื่อง (Holter Monitor)
    สำหรับผู้ที่มีอาการเป็นๆ หายๆ แพทย์อาจแนะนำให้ติดอุปกรณ์บันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพา โดยติดไว้ที่บริเวณหน้าอกเป็นเวลา
    2448 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น เพื่อบันทึกการเต้นของหัวใจตลอดวัน ช่วยให้ตรวจพบภาวะเต้นผิดจังหวะที่อาจไม่ปรากฏในช่วงเวลาสั้น ๆ ของการตรวจแบบ EKG ทั่วไป
  3. การทดสอบสมรรถภาพหัวใจด้วยสายพาน (Exercise Stress Test)
    เป็นการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจในขณะที่ผู้ป่วยออกกำลังกาย เช่น เดินหรือวิ่งบนสายพาน เพื่อประเมินการตอบสนองของหัวใจเมื่อทำงานหนัก ว่าหัวใจสามารถสูบฉีดเลือดและรับออกซิเจนได้เพียงพอหรือไม่ วิธีนี้มีประโยชน์ในการประเมินภาวะเต้นผิดจังหวะที่เกิดขณะออกแรง หรือประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจขาดเลือดร่วมด้วย
  4. การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Echocardiogram)
    เป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูง (
    Ultrasound) เพื่อตรวจดูภาพเคลื่อนไหวของหัวใจแบบเรียลไทม์ สามารถประเมินขนาดของหัวใจ การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ การเปิด-ปิดของลิ้นหัวใจ และการไหลเวียนของเลือดภายในห้องหัวใจ การตรวจนี้ช่วยให้แพทย์เห็นถึงสาเหตุหรือผลกระทบของภาวะหัวใจเต้นพลิ้วอย่างชัดเจน
  5. การสวนหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angiography: CAG)
    ในบางกรณีที่สงสัยว่ามีหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตันร่วมด้วย แพทย์อาจแนะนำการสวนหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นการสอดท่อขนาดเล็กผ่านทางข้อมือหรือขาหนีบ แล้วฉีดสารทึบรังสีเข้าไปเพื่อดูภาพหลอดเลือดหัวใจผ่านเครื่องเอกซเรย์ วิธีนี้ช่วยวินิจฉัยภาวะหัวใจขาดเลือดที่อาจเป็นสาเหตุของจังหวะการเต้นหัวใจผิดปกติ
     

 

การเลือกวิธีตรวจขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วยและดุลยพินิจของแพทย์ หากคุณมีอาการสงสัยว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่น ใจสั่น หน้ามืด หรือเหนื่อยง่าย ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดจากแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว 

 

การรักษาโรคหัวใจเต้นพลิ้ว (Atrial Fibrillation) 

การรักษา ภาวะหัวใจเต้นพลิ้ว (Atrial Fibrillation หรือ AF) มีเป้าหมายหลักเพื่อควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ ลดความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือด และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น แนวทางการรักษาจะแตกต่างกันไปในแต่ละราย ขึ้นอยู่กับอาการ สาเหตุ และโรคประจำตัวของผู้ป่วย โดยมีแนวทางหลัก ๆ ดังนี้ 

 

  1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
    ถือเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ และส่งเสริมสุขภาพโดยรวม โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดผิดปกติ การควบคุมโรคเหล่านี้ให้คงที่เป็นสิ่งสำคัญ ทั้งนี้ควรดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสมผ่านการควบคุมอาหาร และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย นอกจากนี้การจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม รวมถึงการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวัน ยังช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตและภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
  2. การควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ (Rhythm Control)
    เป้าหมายของวิธีนี้คือการทำให้หัวใจกลับมาเต้นในจังหวะปกติ ซึ่งสามารถทำได้ด้วย
    ยาควบคุมจังหวะ (Antiarrhythmic drugs) เช่น flecainide, amiodarone, การปรับจังหวะหัวใจด้วยไฟฟ้า (Electrical cardioversion) คือ การส่งคลื่นไฟฟ้าเข้าไปยังหัวใจผ่านแผ่นนำไฟฟ้าบนหน้าอก เพื่อกระตุ้นให้หัวใจกลับมาเต้นในจังหวะปกติ และการจี้ไฟฟ้าหัวใจ (Catheter ablation) เป็นหัตถการที่ใช้สายสวนเข้าไปจี้จุดกำเนิดสัญญาณไฟฟ้าที่ผิดปกติภายในหัวใจ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อยา หรือมีอาการรุนแรงซ้ำ ๆ
  3. การควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ (Rate Control)
    หากไม่สามารถควบคุมจังหวะหัวใจได้ แพทย์อาจเลือกให้หัวใจเต้นช้าลง และสม่ำเสมอมากขึ้นด้วยยา เช่น ยาชะลออัตราการเต้นของหัวใจ เช่น betablockers, calcium channel blockers หรือ digoxin ในบางกรณี อาจมีการฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) ร่วมด้วยหากมีภาวะหัวใจเต้นช้าร่วมกับการรักษา
  4. การป้องกันการเกิดลิ่มเลือด (Stroke Prevention)
    เนื่องจากหัวใจเต้นพลิ้วเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน แพทย์จึงมักพิจารณาให้ยาละลายลิ่มเลือดหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่นWarfarin (ต้องเจาะเลือดติดตามระดับ INR สม่ำเสมอ) ยาต้านการแข็งตัวของเลือดรุ่นใหม่ (NOACs) เช่น dabigatran, rivaroxaban, apixaban ซึ่งไม่ต้องเจาะเลือดตรวจค่าบ่อย 

 

การเลือกใช้ยาประเภทใดขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านอายุ โรคร่วม ความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออก และดัชนีความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง (CHADSVASc score) 

 

หัวใจเต้นพลิ้วเป็นภาวะที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือโรคหัวใจชนิดอื่น ๆ ภาวะนี้แม้ในบางรายจะไม่มีอาการชัดเจน แต่หากปล่อยไว้โดยไม่รับการวินิจฉัยและรักษา อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดสมอง (โรคหลอดเลือดสมองตีบ) หรือภาวะหัวใจล้มเหลวได้ การตรวจพบภาวะหัวใจเต้นพลิ้วตั้งแต่ระยะแรก และได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 

 

ดังนั้น หากท่านมีอาการใจสั่น เหนื่อยง่าย หายใจไม่เต็มอิ่ม หรือสงสัยว่าตนเองอาจมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดจากแพทย์เฉพาะทาง 

 

โรงพยาบาลพญาไท 2 มีทีมแพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคหัวใจ พร้อมด้วยเครื่องมือวินิจฉัยที่ทันสมัย และมาตรฐานการรักษาที่ครอบคลุมภายใต้มาตรฐานระดับสากล ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจด้วยเครื่องบันทึกจังหวะการเต้นของหัวใจ ไปจนถึงการรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสมในแต่ละราย ทั้งในด้านการใช้ยา การปรับพฤติกรรม หรือหัตถการต่าง ๆ 

 

การดูแลหัวใจให้แข็งแรงเริ่มต้นได้จากการใส่ใจสุขภาพของตนเอง และเข้ารับการปรึกษากับแพทย์เมื่อมีข้อสงสัยหรืออาการผิดปกติ เพราะ “หัวใจที่เต้นอย่างมีจังหวะ” คือพื้นฐานของชีวิตที่แข็งแรง 

 

นพ. ทวนทศพร  สุวรรณจูฑะ

ผู้อำนวยการศูนย์หัวใจ รพ.พญาไท 2

                                                  

Loading...

แชร์


Loading...