ผ่าตัดกระเพาะอาหาร ทางเลือกการลดน้ำหนักเพื่อชีวิตที่มีสุขภาพดี

Image

แชร์


ผ่าตัดกระเพาะอาหาร ทางเลือกการลดน้ำหนักเพื่อชีวิตที่มีสุขภาพดี

การผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนักเป็นวิธีหนึ่งของการรักษาสำหรับผู้ที่มีภาวะโรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน เทคนิคนี้ใช้การผ่าตัดผ่านส่องกล้องเพื่อลดขนาดของกระเพาะอาหาร ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดน้ำหนัก แต่ยังมีผลดีต่อโรคที่เกี่ยวข้องกับความอ้วน เช่น เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, ไขมันในตับ, ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ รวมไปถึงภาวะมีบุตรยาก

 

โรคอ้วน (Obesity) คือภาวะที่ร่างกายสะสมไขมันมากเกินความต้องการจนมีผลเสียต่อสุขภาพ โดยทั่วไปจะใช้ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index หรือ BMI) ในการประเมิน โดยถ้า BMI สูงเกินเกณฑ์ที่กำหนดก็ถือว่าอยู่ในภาวะโรคอ้วน ภาวะนี้ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ เช่น เบาหวานชนิดที่ 2, โรคหัวใจและหลอดเลือด, ความดันโลหิตสูง, และปัญหาสุขภาพอื่น ๆ อีกมากมาย การจัดการกับโรคอ้วนจึงมุ่งเน้นไปที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและเพิ่มการออกกำลังกายควบคู่กับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เหมาะสมกับสุขภาพในระยะยาว

 

การประเมินภาวะอ้วน

การวัดภาวะอ้วนสามารถทำได้ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้

  • การวัดเส้นรอบเอว ผู้ชายที่มีเส้นรอบเอวเกิน 90 เซนติเมตร และผู้หญิงที่เกิน 80 เซนติเมตร จะมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะหากมีภาวะโรคเบาหวาน, ความดัน หรือไขมันสูงร่วมด้วย ซึ่งถือเป็นภาวะอ้วนลงพุงและเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอาการเมตาบอลิก
  • ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) คำนวณจากน้ำหนัก (กิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (เมตร) ยกกำลังสอง โดยหาก BMI มากกว่า 32.5 จะเป็นสัญญาณที่ควรพิจารณาการลดน้ำหนักด้วยวิธีผ่าตัด

 

เมื่อไหร่ที่ควรผ่าตัดกระเพาะ

ผู้ป่วยโรคอ้วนที่ควรผ่าตัดกระเพาะตามเกณฑ์ของสมาคมผ่าตัดโรคอ้วนและเมตาโบลิกแห่งประเทศไทย (Thailand Society for Metabolic & Bariatric Surgery : TSMBS) ได้แก่

  • ผู้ที่มี BMI ≥ 37.5 kg/m2
  • ผู้ที่มี BMI ≥ 32.5 kg/m2 และมีโรคร่วม
  • ผู้ที่มี BMI ≥ 30 kg/m2 และมีโรคร่วมทางเมตาโบลิก หรือเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยการรักษาทางยา

 

การผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก (Bariatric surgery) คือวิธีการลดน้ำหนักโดยใช้การผ่าตัดเพื่อช่วยปรับเปลี่ยนโครงสร้างของระบบทางเดินอาหาร โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อจำกัดปริมาณอาหารที่รับเข้าไปและ/หรือ ลดการดูดซึมอาหาร วิธีนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคอ้วนสามารถลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมักจะช่วยปรับปรุงหรือแก้ไขปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในตับ เป็นต้น โดยมีเทคนิคหลักที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เช่น การลดขนาดกระเพาะอาหาร (Sleeve Gastrectomy), การผ่าตัดลดการดูดซึม (Roux-en-Y Gastric Bypass) และเทคนิคใหม่ด้วยการผ่าตัดแบบ Sleeve Plus

 

เทคนิคการผ่าตัดกระเพาะอาหาร

โดยทั่วไปแล้วการผ่าตัดกระเพาะอาหารมีรูปแบบหลัก ๆ อยู่ 3 วิธี

  1. การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร (Sleeve Gastrectomy) การผ่าตัดที่ทำการตัดส่วนของกระเพาะอาหารออกประมาณ 75–80% เพื่อให้เหลือเพียงกระเพาะอาหารที่มีลักษณะเป็นท่อ (sleeve) เล็กลง ด้วยเทคนิคการผ่าตัดแบบส่องกล้อง (laparoscopic surgery) ซึ่งเป็นการผ่าตัดที่มีแผลเล็ก ทำให้ลดความเสี่ยง และระยะเวลาฟื้นตัวเร็วขึ้น เป็นวิธีที่นิยมในปัจจุบัน เพื่อเปลี่ยนรูปทรงของกระเพาะอาหารให้เหลือเพียงส่วนเล็ก ๆ ซึ่งช่วยลดการหลั่งฮอร์โมนกระตุ้นความอยากอาหาร ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอิ่มเร็วและกินได้น้อยลง
  2. การผ่าตัดลดการดูดซึม (Roux-en-Y Gastric Bypass – RYGB) นอกจากการลดขนาดกระเพาะอาหารแล้ว ยังมีการปรับเปลี่ยนทางเดินอาหารเพื่อจำกัดการดูดซึมอาหาร ซึ่งช่วยควบคุมน้ำหนักและความอยากอาหารได้ดีขึ้น
  3. การผ่าตัดแบบ Sleeve Plus คือการผ่าตัดลดขนาดกะเพราะอาหารแบบ sleeve gastrectomy ร่วมกับการผ่าตัด bypass เพื่อลดการดูดซึม ซึ่งวิธีนี้จะลดการขาดวิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นได้ดีกว่าการผ่าตัดแบบ Roux-en-Y Gastric Bypass

 

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดและการฟื้นตัวหลังผ่าตัด

 

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด

  • การควบคุมอาหาร ควรลดน้ำหนักลงประมาณ 5-10% ก่อนผ่าตัดเพื่อช่วยให้การผ่าตัดทำได้ง่ายขึ้นและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เช่น ไขมันที่เกาะตับ

 

การพักฟื้นหลังผ่าตัด

  • ในโรงพยาบาล ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะอยู่ในโรงพยาบาลประมาณ 3-4 วัน หลังผ่าตัดในช่วงแรกอาจพบอาการคลื่นไส้, เจ็บแผล หรืออ่อนเพลีย ซึ่งจะได้รับการดูแลและใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ
  • การติดตามอาการ แพทย์จะทำการตรวจติดตามทุก 2 สัปดาห์, 1 เดือน, 3 เดือน และ 2 ปี ร่วมกับการตรวจติดตามกับทีมแพทย์เช่น แพทย์ต่อมไร้ท่อและแพทย์โรคหัวใจ เพื่อประเมินโรคประจำตัว และเพื่อให้แน่ใจว่าแผลหายดีไม่มีภาวะแทรกซ้อน
  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร เปลี่ยนแปลงนิสัยการรับประทานโดยเลือกรับประทานอาหารเหลวที่มีพลังงานไม่เกิน 800 – 1200 กิโลแคลอรีต่อวัน พร้อมโปรตีนประมาณ 60-80 กรัม และดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอตามคำแนะนำของแพทย์และนักโภชนาการ

 

ระยะการดูแลตนเองปรับเปลี่ยนอาหารหลังผ่าตัด

การเริ่มรับประทานอาหารหลังผ่าตัดแบ่งออกเป็น 4 ระยะ 

  • ระยะที่ 1 (วันแรกหลังผ่าตัด) รับประทานอาหารเหลวใส เช่น น้ำข้าวหรือน้ำสมุนไพรที่ไม่เติมน้ำตาล
  • ระยะที่ 2 (วันที่ 2 หลังผ่าตัด) หากสามารถรับประทานได้ดี จะเปลี่ยนเป็นอาหารเหลวข้น เช่น ซุปข้นหรืออาหารสูตรคาร์โบไฮเดรตต่ำ
  • ระยะที่ 3 (2-4 สัปดาห์แรก) ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนเป็นอาหารอ่อน เช่น โจ๊กหรือข้าวต้ม พร้อมรับประทานโปรตีนประมาณ 60 กรัมต่อวัน
  • ระยะที่ 4 (หลัง 1 เดือน) รับประทานอาหารแบบปกติในปริมาณน้อยลง โดยคำนวณพลังงานประมาณ 1,000 กิโลแคลอรีต่อวันและเน้นโปรตีนให้เพียงพอ

 

ข้อแนะนำการรับประทานอาหาร

  • เริ่มต้นโดยรับประทานในปริมาณเล็กน้อย (ประมาณ 2-5 คำต่อมื้อ) และแบ่งมื้ออาหารเป็น 4-5 ครั้งในแต่ละวัน
  • เคี้ยวอาหารอย่างละเอียดช้า ๆ แล้วหยุดเมื่อรู้สึกอิ่ม
  • เลือกทานโปรตีนคุณภาพสูง คาร์โบไฮเดรตที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ และไขมันที่เหมาะสม เช่น เนื้อปลา, อกไก่, ไข่, ข้าวกล้อง และขนมปังโฮลวีท

 

ประโยชน์ของการลดขนาดกระเพาะอาหาร 

การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร (Sleeve Gastrectomy) มีประโยชน์ที่หลากหลายสำหรับผู้ที่มีภาวะโรคอ้วนและประสบปัญหาสุขภาพจากน้ำหนักเกิน ดังนี้ 

  • ลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเห็นผลลดน้ำหนักที่ชัดเจนภายใน 1-2 ปีหลังการผ่าตัด เนื่องจากการลดปริมาณอาหารที่รับเข้าไปในแต่ละมื้อ
  • ป้องกันโรคเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน เช่น เบาหวานชนิดที่ 2, ความดันโลหิตสูง, ภาวะไขมันในเลือดสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจ การลดน้ำหนักช่วยลดภาระงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย
  • ปรับเปลี่ยนฮอร์โมนควบคุมความหิว การผ่าตัดช่วยลดระดับฮอร์โมน ghrelin ซึ่งมีบทบาทในการกระตุ้นความหิว ทำให้ผู้ป่วยลดความอยากอาหาร
  • เสริมสร้างคุณภาพชีวิต การลดน้ำหนักและการปรับปรุงสุขภาพโดยรวมทำให้ผู้ป่วยมีความ คล่องตัวและสามารถออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น 
  • ลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากโรคอ้วน เช่น ปัญหาทางเดินหายใจ, การเกิดภาวะ หลอดเลือดอุดตัน, และความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด 

 

โดยรวมแล้ว การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหารไม่เพียงแต่ช่วยในการลดน้ำหนักเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ เกิดการปรับเปลี่ยนสุขภาพในด้านอื่นๆ และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาว สำหรับผู้ที่ต้องการดูแลรูปร่างและสุขภาพในระยะยาว ศูนย์ศัลยกรรมของโรงพยาบาลพญาไท 2 พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลเฉพาะบุคคลแบบครบวงจรโดยทีมแพทย์เฉพาะทางผู้เชี่ยวชาญ และเจ้าหน้าที่หลายสหสาขาวิชาชีพ ทั้งการวางแผนการทานอาหาร การออกกำลังกาย การใช้ยา และการผ่าตัดด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อช่วยให้คุณสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มั่นใจ และสุขภาพดียืนยาว

 

ผศ. นพ.วิศิษฏ์ เกษตรเสริมวิริยะ 

แพทย์ผู้ชำนาญการด้านศัลยกรรมผ่าตัดแผลเล็กผ่านกล้องขั้นสูง 

ศูนย์ศัลยกรรม รพ.พญาไท 2

Loading...

แชร์


Loading...