บางครั้งความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารไม่ได้อยู่เพียง “ผิวด้านใน” ที่เห็นจากการส่องกล้องทั่วไป แต่อาจซ่อนอยู่ลึกใต้ชั้นผนังอวัยวะ หรืออยู่ในตับอ่อน ท่อน้ำดี และต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง
EUS คืออะไร?
Endoscopic Ultrasound หรือ EUS คือเทคโนโลยีที่ผสานการส่องกล้องทางเดินอาหารเข้ากับคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound) ในอุปกรณ์เดียวกัน ทำให้แพทย์สามารถประเมินได้ทั้งพื้นผิวภายในและโครงสร้างลึกแบบ Real-time ในการตรวจครั้งเดียว
EUS มักใช้ในกรณีใดบ้าง?
1. ประเมินก้อนเนื้อในระบบทางเดินอาหาร
-
- ก้อนใต้เยื่อบุ (Submucosal tumor)
- ก้อนในหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้
- แยกชนิดก้อน เช่น ซีสต์ เนื้องอก หรือมะเร็ง
2. ประเมินโรคตับอ่อนและท่อน้ำดี
-
- สงสัยมะเร็งตับอ่อน
- โรคถุงน้ำในตับอ่อน
- นิ่วในท่อน้ำดี
- ท่อน้ำดีตีบ
3. ระยะของมะเร็ง (Cancer Staging) EUS ช่วยประเมินความลึกของการลุกลาม และการกระจายไปต่อมน้ำเหลือง ซึ่งมีผลต่อการวางแผนรักษา เช่น ผ่าตัด เคมีบำบัด หรือการรักษาแบบเฉพาะทาง
4. เจาะชิ้นเนื้อแบบแม่นยำ (EUS-FNA / FNB) สามารถใช้เข็มขนาดเล็กดูดเซลล์หรือชิ้นเนื้อจากก้อนลึกที่ปกติเอื้อมไม่ถึงโดยไม่ต้องเปิดหน้าท้องเข้าไปตัดชิ้นเนื้อมาตรวจ ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย
5. ทำการรักษาโรคท่อน้ำดีและตับอ่อนโดยไม่ต้องผ่าตัด เช่น โรคถุงน้ำหลังตับอ่อนอักเสบ มะเร็งท่อน้ำดีหรือตับอ่อนตีบตัน โรคถุงน้ำดีอักเสบในผู้ป่วยที่ไม่อยากผ่าตัด
EUS แตกต่างจากการส่องกล้องทั่วไปอย่างไร?
| การส่องกล้องทั่วไป | EUS |
| เห็นเฉพาะผิวด้านใน | เห็นชั้นผนังลึกและโครงสร้างรอบข้าง |
| ไม่เห็นต่อมน้ำเหลืองลึก | ประเมินต่อมน้ำเหลืองและหลอดเลือดได้ |
| ไม่สามารถเจาะก้อนลึกได้ | เจาะชิ้นเนื้อ (EUS-FNA/FNB) ได้แม่นยำ |
ขั้นตอนการตรวจ EUS
- ก่อนตรวจ งดอาหารและน้ำ 6–8 ชั่วโมง แจ้งแพทย์หากมีโรคประจำตัวหรือใช้ยาละลายลิ่มเลือด ควรมีญาติมาด้วย เพราะหลังตรวจอาจง่วงจากยา
- ระหว่างตรวจ ได้รับยานอนหลับแบบสั้น ๆ เพื่อลดความไม่สบายตัว แพทย์สอดกล้องผ่านทางปาก (หรือทวารหนักในบางกรณี) ใช้เวลาประมาณ 30–60 นาที หากพบก้อน แพทย์อาจเจาะเก็บชิ้นเนื้อในขณะนั้นเลย
- หลังตรวจ พักสังเกตอาการ 1–2 ชั่วโมง อาจเจ็บคอหรือแน่นท้องเล็กน้อย ซึ่งมักหายเอง หากมีปวดท้องรุนแรง ไข้สูง อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายดำ ควรรีบพบแพทย์
EUS ปลอดภัยหรือไม่?
โดยทั่วไป EUS เป็นการตรวจที่มีความปลอดภัยสูง ภาวะแทรกซ้อนพบได้น้อย เช่น เลือดออกหรือติดเชื้อ (โดยเฉพาะกรณีเจาะชิ้นเนื้อ) แพทย์จะประเมินข้อบ่งชี้ ความจำเป็น และความเสี่ยงเฉพาะบุคคลก่อนทำการตรวจทุกครั้ง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด
ใครบ้างที่ควรพิจารณาตรวจ EUS?
หากมีอาการต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางระบบทางเดินอาหาร
- ปวดท้องเรื้อรังโดยหาสาเหตุไม่พบ
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง
- พบก้อนหรือถุงน้ำผิดปกติจากการตรวจ CT หรือ MRI โดยเฉพาะที่บริเวณตับอ่อนและท่อน้ำดี
- ผลส่องกล้องทั่วไปพบก้อนใต้ผิวเยื่อบุ
ข้อดีของ EUS
- เห็นรายละเอียดลึกกว่าการส่องกล้องทั่วไป และให้ข้อมูลเพิ่มเติมนอกจากการตรวจด้วย CT หรือ MRI
- ช่วยลดความจำเป็นในการผ่าตัดเพื่อวินิจฉัย
- เจาะชิ้นเนื้อได้แม่นยำ
- วางแผนการรักษาได้ตรงจุด
- เพิ่มโอกาสตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้น
การดูแลโดยทีมแพทย์เฉพาะทาง โรงพยาบาลพญาไท 2
การตรวจ EUS ที่โรงพยาบาลพญาไท 2 ดำเนินการโดยแพทย์เฉพาะทางด้านส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร ภายใต้มาตรฐานห้องส่องกล้องที่ควบคุมการติดเชื้ออย่างเคร่งครัด
โดยมีทีมวิสัญญีแพทย์ดูแลการให้ยานอนหลับ และทำงานร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Team) เช่น ศัลยแพทย์ อายุรแพทย์โรคมะเร็ง และรังสีแพทย์ เพื่อวางแผนรักษาอย่างรอบด้าน แนวทางของเราเน้น
- การประเมินอย่างรอบด้าน
- การอธิบายข้อมูลให้ผู้ป่วยเข้าใจ
- การเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
- ความปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญ
เพราะการวินิจฉัยที่แม่นยำ คือจุดเริ่มต้นของการรักษาที่เหมาะสม
หากคุณมีอาการปวดท้องเรื้อรัง น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ตัวเหลืองตาเหลือง หรือพบก้อนหรือถุงน้ำผิดปกติจากการตรวจภาพถ่ายรังสีโดยเฉพาะในบริเวณท่อน้ำดีและตับอ่อน การประเมินด้วย EUS อาจเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้แพทย์วางแผนรักษาได้ตรงจุดตั้งแต่ระยะต้น
ที่โรงพยาบาลพญาไท 2 เราพร้อมดูแลด้วยทีมแพทย์เฉพาะทาง เทคโนโลยีทันสมัย และแนวทางรักษาแบบองค์รวม เพื่อให้ทุกการวินิจฉัยนำไปสู่การรักษาที่เหมาะสม ปลอดภัย และมั่นใจได้ในทุกขั้นตอน
นพ. กิตติธัช ตันติธนวัฒน์
แพทย์เฉพาะทางด้านการส่องกล้องทางเดินอาหารขั้นซับซ้อน
โรงพยาบาลพญาไท 2
