ตรวจตาประจำปี สำคัญแค่ไหน? เตรียมตัวอย่างไรก่อนเข้ารับการตรวจสายตา

Image

แชร์


การตรวจสุขภาพตาและการตรวจสายตาไม่ได้มีไว้แค่เวลามองไม่ชัด หรือรู้สึกแสบตาเท่านั้น แต่ “การตรวจตาประจำปี” คือหนึ่งในการตรวจคัดกรองสุขภาพที่ควรทำอย่างสม่ำเสมอพอ ๆ กับการตรวจเลือด ตรวจความดัน หรือการตรวจร่างกายประจำปี 

 

ดวงตาเป็นอวัยวะที่ละเอียดอ่อนมาก ความผิดปกติหลายอย่างในดวงตาอาจไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะเริ่มต้น เช่น ต้อหิน เบาหวานขึ้นตา หรือจอประสาทตาเสื่อม หากปล่อยจนระยะที่แสดงอาการ มักเป็นระยะที่รักษายากขึ้น หรืออาจกระทบการมองเห็นอย่างถาวร 

 

การตรวจตาประจำปี (Comprehensive Eye Examination)  

 คือการประเมินสุขภาพดวงตาและการมองเห็นโดยจักษุแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสายตา โดยไม่ได้วัดแค่ค่าสายตาสั้น-ยาว-เอียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการตรวจโครงสร้างตาด้วย เช่น กระจกตา เลนส์ตา จอประสาทตา เส้นประสาทตา และการวัดความดันลูกตา 

การตรวจตาแบบเต็มรูปแบบจึงเป็นทั้ง 

  1. การตรวจคัดกรองโรคทางตา 
  2. การปรับค่าสายตา/แว่นสายตาให้เหมาะกับการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน 

 

ทำไม “ต้อง” ตรวจตาเป็นประจำทุกปี ? 

  1.  เพิ่งตรวจหาโรคทางตาที่ไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา ก่อให้เกิดตาบอดถาวรได้ เช่น
    • ต้อหิน (Glaucoma) ความดันลูกตาสูงทำลายเส้นประสาทตา ถ้าไม่รู้ตัว อาจสูญเสียลานสายตาแบบถาวร 
    • เบาหวานขึ้นตา (Diabetic Retinopathy) ผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสเกิดเส้นเลือดรั่ว/เลือดออกในจอประสาทตา ส่งผลให้การมองเห็นพร่ามัวได้ หากพบในระยะแรกการใช้ยา เลเซอร์ หรือผ่าตัดในโรคเหล่านี้ สามารถป้องกันการตาบอดถาวรได้ 
    • ต้อกระจกระยะเริ่ม: เลนส์ตาเริ่มขุ่น มองภาพมั่วลงโดยค่อย ๆ เป็น ผู้ป่วยบางคนคิดว่า “แสงไม่พอ” ทั้งที่จริงคือเลนส์ขุ่นขึ้น 
  1. วัดสายตาและแก้ปัญหาการมองเห็นในชีวิตจริง การใช้คอมพิวเตอร์/มือถือเป็นเวลานาน ส่งผลให้หลายคนมีอาการ
    • มองใกล้ไม่ชัด 
    • ปวดตา เวียนหัว 
    • เห็นซ้อน เห็นเบลอช่วงเย็น 
    • หรี่ตาเวลามองไกลขณะขับรถ 

การตรวจตาประจำปีช่วยประเมินว่าสายตาคุณยังเหมาะกับการใช้งานในชีวิตจริงไหม เช่น ต้องเปลี่ยนเลนส์แว่นหรือยัง ต้องใช้เลนส์กรองแสงหน้าจอไหม เริ่มมีภาวะสายตายาวตามอายุหรือยัง (โดยเฉพาะอายุ 40+) 

 

  1. ปลอดภัยต่อการขับรถ ทำงานกับเครื่องจักร และการใช้คอมพิวเตอร์ การมองเห็นไม่ชัด 10–20% อาจยัง “พอใช้ได้” ในชีวิตประจำวัน แต่สำหรับการขับรถกลางคืน การอ่านป้ายถนน หรือการทำงานละเอียด เช่น ฝังเข็ม ทำหัตถการ พิมพ์ตัวเลขด้านการเงิน ฯลฯ ความชัดเจนของการมองเห็นมีผลโดยตรงต่อ “ความปลอดภัย” และ “ความแม่นยำ” 
  2. เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพระยะยาว โดยเฉพาะถ้าคุณมีโรคประจำตัว เช่น
    • เบาหวาน 
    • ความดันโลหิตสูง 
    • ไขมันในเลือดสูง 
    • ไทรอยด์บางชนิด 

ทั้งหมดนี้อาจสะท้อนออกมาที่ดวงตาได้ จึงควรบอกแพทย์ทุกครั้งเมื่อมาตรวจตา  

 

ควรตรวจตาบ่อยแค่ไหน ? 

    •  เด็กและวัยเรียน / วัยทำงานสายจอคอม ควรตรวจตาและวัดสายตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง 
    • อายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจตาทุกปีอย่างสม่ำเสมอ เพราะเริ่มมีโอกาสเกิดต้อหิน ต้อกระจก และสายตายาวตามอายุ 
    • ผู้ป่วยเบาหวาน ควรตรวจดวงตาเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือบ่อยกว่านั้นตามแพทย์แนะนำ ถ้าพบความผิดปกติ 

ถ้าคุณมีอาการผิดปกติ เช่น เห็นแสงแฟลช เห็นจุดดำลอยเต็มตา เห็นภาพบิดเบี้ยว มองกลางชัดแต่มุมมองข้างหาย รีบพบจักษุแพทย์ทันที ไม่ต้องรอรอบตรวจประจำปี 

 

ขั้นตอนโดยสรุป การมาตรวจตา / ตรวจสายตา มีอะไรบ้าง? 

 โดยทั่วไปการเข้ารับการตรวจสุขภาพตา อาจประกอบด้วย 

  1. ซักประวัติสุขภาพตาและโรคประจำตัว 
    • เคยผ่าตัดตาไหม
    • เคยมีอุบัติเหตุตาไหม
    • มีประวัติโรคตาในครอบครัว เช่น ต้อหินหรือไม่
    • มีโรคประจำตัวอะไร รับยาอะไรอยู่บ้าง
  2. ตรวจวัดค่าสายตา (Refraction test) ดูว่าสายตาสั้น ยาว หรือเอียงเท่าไหร่ และจำเป็นต้องปรับเลนส์ใหม่ไหม 
  3. ทดสอบการมองเห็น (Visual acuity test) อ่านแผ่นตัวอักษร (เหมือนภาพในโปสเตอร์) เพื่อประเมินความชัดของการมองเห็นทั้งตาซ้ายและตาขวา 
  4. ตรวจโครงสร้างตาภายนอกและหน้าแก้วตา เช่น กระจกตา เยื่อบุตา เปลือกตา ความชุ่มชื้นของตา 
  5. ตรวจความดันลูกตา (Intraocular pressure) เป็นดัชนีสำคัญในการคัดกรองต้อหิน 
  6. ตรวจจอประสาทตาและเส้นประสาทตา (Fundus exam) โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวาน ความดัน หรือผู้ที่แพทย์สงสัยความผิดปกติด้านเส้นประสาทตา แพทย์อาจขยายม่านตา (หยอดยาขยายม่านตา) เพื่อดูจอประสาทตาในบางราย ดังนั้นบางคนหลังตรวจอาจมีอาการตาพร่ากับแสงจ้า ชั่วคราว 
  7. ตรวจ OCT เป็นการตรวจสแกนขั้วประสาทตาและจอประสาทตาเพื่อตรวจหาโรค ได้ตั้งแต่ระยะแรกไม่เจ็บ ใช้เวลาน้อย ไม่มีรังสี หรือผลข้างเคียง 

 

 

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนตรวจตา 

  1. พักผ่อนให้เพียงพอ ควรนอนหลับพักผ่อนอย่างน้อย 7 ชั่วโมงก่อนมาตรวจตา หากพักผ่อนไม่พอ ร่างกายและดวงตาจะล้า กล้ามเนื้อตาอาจเกร็งหรือโฟกัสได้ไม่ดี ทำให้เกิดอาการตาแห้ง ระคายเคือง หรือตาพร่าชั่วคราว ซึ่งอาจส่งผลต่อความแม่นยำของการวัดสายตา ถ้านอนดึก ตาแดง ตาล้า ผลตรวจอาจเพี้ยนได้
  2. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ก่อนตรวจตา เพราะแอลกอฮอล์สามารถส่งผลต่อการตอบสนองของระบบประสาทและกล้ามเนื้อตา ทำให้การกะระยะและการโฟกัสอาจผิดปกติชั่วคราว ส่งผลให้ค่าการวัดสายตา/การประเมินการมองเห็นคลาดเคลื่อน ควรงดแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนการตรวจ
  3. ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ ควรถอดตามระยะเวลาที่เหมาะสม นี่เป็นจุดสำคัญมากสำหรับคนที่ “ใส่แต่คอนแทคฯ ไม่ค่อยใส่แว่น” คอนแทคเลนส์ โดยเฉพาะการใส่นาน ๆ อาจทำให้กระจกตาเกิดการเปลี่ยนรูปร่างเล็กน้อยและความชุ่มชื้นเปลี่ยนไปชั่วคราว ถ้าวัดสายตาทันทีหลังถอด อาจได้ค่าไม่ตรงกับสภาพจริงของตา

 

คำแนะนำตามชนิดเลนส์ 

  • คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่ม (Soft Lens) ควรถอดเลนส์ออกอย่างน้อยประมาณ 30 นาที ก่อนเข้ารับการตรวจ 
  • คอนแทคเลนส์ชนิดแข็ง (Hard Lens / Rigid / Ortho-K บางชนิด) ควรถอดเลนส์ล่วงหน้าประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนตรวจ 

 

  1. แจ้งโรคประจำตัวและยาที่ใช้อยู่ทุกครั้ง ข้อนี้หลายคนมองข้าม แต่จริง ๆ สำคัญมาก เพราะโรคบางชนิดมีผลโดยตรงต่อดวงตา ตัวอย่างเช่น
  • เบาหวาน เสี่ยงภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ทำให้จอประสาทตาบวม เลือดออก มองเห็นมัว 
  • ความดันโลหิตสูง อาจมีการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดจอประสาทตา 
  • ไทรอยด์บางชนิด ทำให้กล้ามเนื้อตาอักเสบ ตาดูโปน หรือมองเห็นซ้อน 
  • ไขมันในเลือดสูง เกี่ยวข้องกับการอุดตันของหลอดเลือดเล็ก ๆ ในจอตา 
  • ยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์บางประเภท อาจเพิ่มความเสี่ยงความดันตาสูง/ต้อหิน 

 

ดังนั้น ก่อนเริ่มตรวจ ให้แจ้งแพทย์ว่า 

  • คุณมีโรคประจำตัวอะไร 
  • คุณรับประทานยาอะไรอยู่เป็นประจำ 
  • เคยแพ้ยาหยอดตาหรือไม่ 

ช่วยให้แพทย์วางแผนการตรวจเฉพาะบุคคล เช่น อาจต้องส่องจอประสาทตาอย่างละเอียด หรือวัดความดันลูกตาอย่างใกล้ชิด 

 

  1. หากมีแว่นสายตาอยู่แล้ว ให้พกแว่นมาทุกครั้ง ควรนำแว่นสายตาปัจจุบัน (หรือทุกอันที่คุณใช้อยู่ เช่น แว่นทำงานคอม แว่นขับรถกลางคืน) มาด้วย
  • แพทย์สามารถอ่านค่าสายตาที่เลนส์ของคุณใช้อยู่ตอนนี้ เทียบกับการมองเห็นจริงขณะตรวจ 
  • ดูได้ว่าแว่นปัจจุบันยังเหมาะไหม หรือเริ่มอ่อน / แรงเกินไป 
  • ประเมินปัญหาเฉพาะ เช่น ทำไมปวดตาตอนจอคอม ทั้งที่ค่าสายตาดู “ถูกต้อง” บนกระดาษ อาจเป็นเพราะเลนส์ไม่ได้ตอบโจทย์การใช้งานจริง (เช่น นั่งจอในระยะ 50 ซม. ทั้งวัน) 

 

ใครบ้างที่ “ไม่ควรเลื่อน” การตรวจตาประจำปี 

  1. อายุ 40 ปีขึ้นไป ช่วงอายุนี้เริ่มมีโอกาสเกิดต้อหิน ต้อกระจก และสายตายาวตามวัย แม้อาการจะยังไม่รบกวนชีวิตมาก แต่การเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงทุกปีช่วยให้วางแผนการรักษาได้เร็ว 
  2. ผู้ที่ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์/มือถือเกิน 6–8 ชั่วโมงต่อวัน เช่น โปรแกรมเมอร์ กราฟิกดีไซน์ แอดมินเพจ นักบัญชี เทรดเดอร์ ฯลฯ กลุ่มนี้มักมีอาการตาล้า ตาแห้ง โฟกัสระยะใกล้ไม่คม ปวดศีรษะท้ายวัน 
  3. ผู้ที่ขับรถเป็นประจำ (โดยเฉพาะขับกลางคืน/ระยะไกล) การมองเห็นไม่ชัดเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลต่อความปลอดภัย 
  4. ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไทรอยดเพราะมีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงในจอประสาทตาและเส้นประสาทตา 
  5. คนที่เคยผ่าตัดเลสิค / PRK / ทำหัตถการรักษาสายตา ควรตรวจติดตามเป็นระยะตามคำแนะนำแพทย์ แม้ตอนนี้จะ “มองชัดดี” ก็ตาม 

 

ตรวจตาปีละครั้ง คือการลงทุนเพื่อการมองเห็นที่ยั่งยืน การตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ ช่วยป้องกันการสูญเสียการมองเห็นในอนาคต เมื่อเตรียมตัวก่อนตรวจอย่างถูกวิธี จะช่วยให้ผลตรวจแม่นยำและวางแผนการดูแลได้ดีที่สุด ยิ่งรู้ปัญหาเร็วเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสรักษาและป้องกันได้ทันเวลา 

 

ผศ. พญ. ปรารถนา หิรัญพัทรวงศ์

จักษุแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทางด้านต้อหิน ต้อกระจก

Loading...

แชร์


Loading...