การตรวจสุขภาพตาและการตรวจสายตาไม่ได้มีไว้แค่เวลามองไม่ชัด หรือรู้สึกแสบตาเท่านั้น แต่ “การตรวจตาประจำปี” คือหนึ่งในการตรวจคัดกรองสุขภาพที่ควรทำอย่างสม่ำเสมอพอ ๆ กับการตรวจเลือด ตรวจความดัน หรือการตรวจร่างกายประจำปี
ดวงตาเป็นอวัยวะที่ละเอียดอ่อนมาก ความผิดปกติหลายอย่างในดวงตาอาจไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะเริ่มต้น เช่น ต้อหิน เบาหวานขึ้นตา หรือจอประสาทตาเสื่อม หากปล่อยจนระยะที่แสดงอาการ มักเป็นระยะที่รักษายากขึ้น หรืออาจกระทบการมองเห็นอย่างถาวร
การตรวจตาประจำปี (Comprehensive Eye Examination)
คือการประเมินสุขภาพดวงตาและการมองเห็นโดยจักษุแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสายตา โดยไม่ได้วัดแค่ค่าสายตาสั้น-ยาว-เอียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการตรวจโครงสร้างตาด้วย เช่น กระจกตา เลนส์ตา จอประสาทตา เส้นประสาทตา และการวัดความดันลูกตา
การตรวจตาแบบเต็มรูปแบบจึงเป็นทั้ง
- การตรวจคัดกรองโรคทางตา
- การปรับค่าสายตา/แว่นสายตาให้เหมาะกับการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน
ทำไม “ต้อง” ตรวจตาเป็นประจำทุกปี ?
- เพิ่งตรวจหาโรคทางตาที่ไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา ก่อให้เกิดตาบอดถาวรได้ เช่น
-
- ต้อหิน (Glaucoma) ความดันลูกตาสูงทำลายเส้นประสาทตา ถ้าไม่รู้ตัว อาจสูญเสียลานสายตาแบบถาวร
-
- เบาหวานขึ้นตา (Diabetic Retinopathy) ผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสเกิดเส้นเลือดรั่ว/เลือดออกในจอประสาทตา ส่งผลให้การมองเห็นพร่ามัวได้ หากพบในระยะแรกการใช้ยา เลเซอร์ หรือผ่าตัดในโรคเหล่านี้ สามารถป้องกันการตาบอดถาวรได้
-
- ต้อกระจกระยะเริ่ม: เลนส์ตาเริ่มขุ่น มองภาพมั่วลงโดยค่อย ๆ เป็น ผู้ป่วยบางคนคิดว่า “แสงไม่พอ” ทั้งที่จริงคือเลนส์ขุ่นขึ้น
- วัดสายตาและแก้ปัญหาการมองเห็นในชีวิตจริง การใช้คอมพิวเตอร์/มือถือเป็นเวลานาน ส่งผลให้หลายคนมีอาการ
-
- มองใกล้ไม่ชัด
- ปวดตา เวียนหัว
- เห็นซ้อน เห็นเบลอช่วงเย็น
- หรี่ตาเวลามองไกลขณะขับรถ
การตรวจตาประจำปีช่วยประเมินว่าสายตาคุณยังเหมาะกับการใช้งานในชีวิตจริงไหม เช่น ต้องเปลี่ยนเลนส์แว่นหรือยัง ต้องใช้เลนส์กรองแสงหน้าจอไหม เริ่มมีภาวะสายตายาวตามอายุหรือยัง (โดยเฉพาะอายุ 40+)
- ปลอดภัยต่อการขับรถ ทำงานกับเครื่องจักร และการใช้คอมพิวเตอร์ การมองเห็นไม่ชัด 10–20% อาจยัง “พอใช้ได้” ในชีวิตประจำวัน แต่สำหรับการขับรถกลางคืน การอ่านป้ายถนน หรือการทำงานละเอียด เช่น ฝังเข็ม ทำหัตถการ พิมพ์ตัวเลขด้านการเงิน ฯลฯ ความชัดเจนของการมองเห็นมีผลโดยตรงต่อ “ความปลอดภัย” และ “ความแม่นยำ”
- เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพระยะยาว โดยเฉพาะถ้าคุณมีโรคประจำตัว เช่น
-
- เบาหวาน
- ความดันโลหิตสูง
- ไขมันในเลือดสูง
- ไทรอยด์บางชนิด
ทั้งหมดนี้อาจสะท้อนออกมาที่ดวงตาได้ จึงควรบอกแพทย์ทุกครั้งเมื่อมาตรวจตา
ควรตรวจตาบ่อยแค่ไหน ?
-
- เด็กและวัยเรียน / วัยทำงานสายจอคอม ควรตรวจตาและวัดสายตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
- อายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจตาทุกปีอย่างสม่ำเสมอ เพราะเริ่มมีโอกาสเกิดต้อหิน ต้อกระจก และสายตายาวตามอายุ
- ผู้ป่วยเบาหวาน ควรตรวจดวงตาเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือบ่อยกว่านั้นตามแพทย์แนะนำ ถ้าพบความผิดปกติ
ถ้าคุณมีอาการผิดปกติ เช่น เห็นแสงแฟลช เห็นจุดดำลอยเต็มตา เห็นภาพบิดเบี้ยว มองกลางชัดแต่มุมมองข้างหาย รีบพบจักษุแพทย์ทันที ไม่ต้องรอรอบตรวจประจำปี
ขั้นตอนโดยสรุป การมาตรวจตา / ตรวจสายตา มีอะไรบ้าง?
โดยทั่วไปการเข้ารับการตรวจสุขภาพตา อาจประกอบด้วย
- ซักประวัติสุขภาพตาและโรคประจำตัว
- เคยผ่าตัดตาไหม
- เคยมีอุบัติเหตุตาไหม
- มีประวัติโรคตาในครอบครัว เช่น ต้อหินหรือไม่
- มีโรคประจำตัวอะไร รับยาอะไรอยู่บ้าง
- ตรวจวัดค่าสายตา (Refraction test) ดูว่าสายตาสั้น ยาว หรือเอียงเท่าไหร่ และจำเป็นต้องปรับเลนส์ใหม่ไหม
- ทดสอบการมองเห็น (Visual acuity test) อ่านแผ่นตัวอักษร (เหมือนภาพในโปสเตอร์) เพื่อประเมินความชัดของการมองเห็นทั้งตาซ้ายและตาขวา
- ตรวจโครงสร้างตาภายนอกและหน้าแก้วตา เช่น กระจกตา เยื่อบุตา เปลือกตา ความชุ่มชื้นของตา
- ตรวจความดันลูกตา (Intraocular pressure) เป็นดัชนีสำคัญในการคัดกรองต้อหิน
- ตรวจจอประสาทตาและเส้นประสาทตา (Fundus exam) โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวาน ความดัน หรือผู้ที่แพทย์สงสัยความผิดปกติด้านเส้นประสาทตา แพทย์อาจขยายม่านตา (หยอดยาขยายม่านตา) เพื่อดูจอประสาทตาในบางราย ดังนั้นบางคนหลังตรวจอาจมีอาการตาพร่ากับแสงจ้า ชั่วคราว
- ตรวจ OCT เป็นการตรวจสแกนขั้วประสาทตาและจอประสาทตาเพื่อตรวจหาโรค ได้ตั้งแต่ระยะแรกไม่เจ็บ ใช้เวลาน้อย ไม่มีรังสี หรือผลข้างเคียง
เตรียมตัวให้พร้อมก่อนตรวจตา
- พักผ่อนให้เพียงพอ ควรนอนหลับพักผ่อนอย่างน้อย 7 ชั่วโมงก่อนมาตรวจตา หากพักผ่อนไม่พอ ร่างกายและดวงตาจะล้า กล้ามเนื้อตาอาจเกร็งหรือโฟกัสได้ไม่ดี ทำให้เกิดอาการตาแห้ง ระคายเคือง หรือตาพร่าชั่วคราว ซึ่งอาจส่งผลต่อความแม่นยำของการวัดสายตา ถ้านอนดึก ตาแดง ตาล้า ผลตรวจอาจเพี้ยนได้
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ก่อนตรวจตา เพราะแอลกอฮอล์สามารถส่งผลต่อการตอบสนองของระบบประสาทและกล้ามเนื้อตา ทำให้การกะระยะและการโฟกัสอาจผิดปกติชั่วคราว ส่งผลให้ค่าการวัดสายตา/การประเมินการมองเห็นคลาดเคลื่อน ควรงดแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนการตรวจ
- ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ ควรถอดตามระยะเวลาที่เหมาะสม นี่เป็นจุดสำคัญมากสำหรับคนที่ “ใส่แต่คอนแทคฯ ไม่ค่อยใส่แว่น” คอนแทคเลนส์ โดยเฉพาะการใส่นาน ๆ อาจทำให้กระจกตาเกิดการเปลี่ยนรูปร่างเล็กน้อยและความชุ่มชื้นเปลี่ยนไปชั่วคราว ถ้าวัดสายตาทันทีหลังถอด อาจได้ค่าไม่ตรงกับสภาพจริงของตา
คำแนะนำตามชนิดเลนส์
- คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่ม (Soft Lens) ควรถอดเลนส์ออกอย่างน้อยประมาณ 30 นาที ก่อนเข้ารับการตรวจ
- คอนแทคเลนส์ชนิดแข็ง (Hard Lens / Rigid / Ortho-K บางชนิด) ควรถอดเลนส์ล่วงหน้าประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนตรวจ
- แจ้งโรคประจำตัวและยาที่ใช้อยู่ทุกครั้ง ข้อนี้หลายคนมองข้าม แต่จริง ๆ สำคัญมาก เพราะโรคบางชนิดมีผลโดยตรงต่อดวงตา ตัวอย่างเช่น
- เบาหวาน เสี่ยงภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ทำให้จอประสาทตาบวม เลือดออก มองเห็นมัว
- ความดันโลหิตสูง อาจมีการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดจอประสาทตา
- ไทรอยด์บางชนิด ทำให้กล้ามเนื้อตาอักเสบ ตาดูโปน หรือมองเห็นซ้อน
- ไขมันในเลือดสูง เกี่ยวข้องกับการอุดตันของหลอดเลือดเล็ก ๆ ในจอตา
- ยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์บางประเภท อาจเพิ่มความเสี่ยงความดันตาสูง/ต้อหิน
ดังนั้น ก่อนเริ่มตรวจ ให้แจ้งแพทย์ว่า
- คุณมีโรคประจำตัวอะไร
- คุณรับประทานยาอะไรอยู่เป็นประจำ
- เคยแพ้ยาหยอดตาหรือไม่
ช่วยให้แพทย์วางแผนการตรวจเฉพาะบุคคล เช่น อาจต้องส่องจอประสาทตาอย่างละเอียด หรือวัดความดันลูกตาอย่างใกล้ชิด
- หากมีแว่นสายตาอยู่แล้ว ให้พกแว่นมาทุกครั้ง ควรนำแว่นสายตาปัจจุบัน (หรือทุกอันที่คุณใช้อยู่ เช่น แว่นทำงานคอม แว่นขับรถกลางคืน) มาด้วย
- แพทย์สามารถอ่านค่าสายตาที่เลนส์ของคุณใช้อยู่ตอนนี้ เทียบกับการมองเห็นจริงขณะตรวจ
- ดูได้ว่าแว่นปัจจุบันยังเหมาะไหม หรือเริ่มอ่อน / แรงเกินไป
- ประเมินปัญหาเฉพาะ เช่น ทำไมปวดตาตอนจอคอม ทั้งที่ค่าสายตาดู “ถูกต้อง” บนกระดาษ อาจเป็นเพราะเลนส์ไม่ได้ตอบโจทย์การใช้งานจริง (เช่น นั่งจอในระยะ 50 ซม. ทั้งวัน)
ใครบ้างที่ “ไม่ควรเลื่อน” การตรวจตาประจำปี
- อายุ 40 ปีขึ้นไป ช่วงอายุนี้เริ่มมีโอกาสเกิดต้อหิน ต้อกระจก และสายตายาวตามวัย แม้อาการจะยังไม่รบกวนชีวิตมาก แต่การเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงทุกปีช่วยให้วางแผนการรักษาได้เร็ว
- ผู้ที่ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์/มือถือเกิน 6–8 ชั่วโมงต่อวัน เช่น โปรแกรมเมอร์ กราฟิกดีไซน์ แอดมินเพจ นักบัญชี เทรดเดอร์ ฯลฯ กลุ่มนี้มักมีอาการตาล้า ตาแห้ง โฟกัสระยะใกล้ไม่คม ปวดศีรษะท้ายวัน
- ผู้ที่ขับรถเป็นประจำ (โดยเฉพาะขับกลางคืน/ระยะไกล) การมองเห็นไม่ชัดเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลต่อความปลอดภัย
- ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไทรอยด์ เพราะมีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงในจอประสาทตาและเส้นประสาทตา
- คนที่เคยผ่าตัดเลสิค / PRK / ทำหัตถการรักษาสายตา ควรตรวจติดตามเป็นระยะตามคำแนะนำแพทย์ แม้ตอนนี้จะ “มองชัดดี” ก็ตาม
ตรวจตาปีละครั้ง คือการลงทุนเพื่อการมองเห็นที่ยั่งยืน การตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ ช่วยป้องกันการสูญเสียการมองเห็นในอนาคต เมื่อเตรียมตัวก่อนตรวจอย่างถูกวิธี จะช่วยให้ผลตรวจแม่นยำและวางแผนการดูแลได้ดีที่สุด ยิ่งรู้ปัญหาเร็วเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสรักษาและป้องกันได้ทันเวลา
ผศ. พญ. ปรารถนา หิรัญพัทรวงศ์
จักษุแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทางด้านต้อหิน ต้อกระจก
