รู้ทันมะเร็งทางเดินอาหาร และเทคนิคการรักษา

Image

แชร์


รู้ทันมะเร็งทางเดินอาหาร และเทคนิคการรักษา

มะเร็งทางเดินอาหาร (Gastrointestinal Cancer) คือกลุ่มของโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นในอวัยวะต่างๆ ของระบบย่อยอาหาร เช่น หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก โดยมะเร็งที่พบบ่อยมีดังนี้

  1. มะเร็งหลอดอาหาร (Esophageal Cancer) ปัจจัยในการเกิดโรคมักเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และปัจจัยด้านโภชนาการ เช่น การบริโภคอาหารที่มีสารไนโตรโซหรือไนโตรซามีน ที่พบในอาหารเนื้อสัตว์แปรรูป รวมถึงโรคกรดไหลย้อนเรื้อรัง (GERD) ทั้งนี้ มะเร็งหลอดอาหารยังแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่ ชนิดเซลล์สความัสคาร์ซิโนมา (Squamous Cell Carcinoma) กับชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา (Adenocarcinoma)
  2. มะเร็งกระเพาะอาหาร (Stomach Cancer) โดยส่วนใหญ่จะพบในรูปแบบของ อะดีโนคาร์ซิโนมาในกระเพาะอาหาร (Gastric Adenocarcinoma) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori การสูบบุหรี่ และพฤติกรรมการบริโภคอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีรสเค็มจัด หรืออาหารหมักดอง
  3. มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colorectal Cancer) มีปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ กรรมพันธุ์ พฤติกรรมการรับประทานอาหาร และวิถีชีวิต ซึ่งการตรวจคัดกรองสามารถพบโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ส่งผลดีต่อประสิทธิภาพในการรักษาและเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้มาก

 

 

มะเร็งระยะเริ่มต้นสามารถแบ่งได้คร่าวๆ ดังนี้

มะเร็งระยะเริ่มต้นสามารถแบ่งได้คร่าวๆ ดังนี้

ระยะเริ่มต้น (ระยะ 0 และระยะที่ 1) เป็นช่วงที่เซลล์มะเร็งยังจำกัดอยู่เฉพาะบริเวณเยื่อบุผิวชั้นในของอวัยวะ ซึ่งจำแนกแยกย่อยได้เป็น 2 ระยะ ดังนี้

  • ระยะ Tis (Carcinoma in situ) เป็นระยะที่เซลล์มะเร็งเพิ่งเริ่มก่อตัว อยู่เฉพาะที่ชั้นเซลล์เยื่อบุผิวด้านใน (epithelium) โดยยังไม่มีการลุกลามเข้าสู่เนื้อเยื่อส่วนลึกหรือแพร่กระจายไปยังบริเวณอื่น
  • ระยะ T1 เป็นระยะที่เซลล์มะเร็งเริ่มลุกลามเข้าไปในชั้นเยื่อบุผิวด้านใน (mucosa) แต่ยังไม่ลุกลามลึกเกินกว่านั้น

โดยทั่วไป ผู้ป่วยมะเร็งในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการผิดปกติ และมักได้รับการวินิจฉัยจากการตรวจคัดกรองหรือส่องกล้องตรวจสุขภาพ หากตรวจพบในระยะนี้ มักสามารถทำการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยวิธีการตัดชิ้นเนื้อผ่านกล้องส่องตรวจทางเดินอาหาร (Endoscopic Submucosal Dissection: ESD) เพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีโอกาสที่จะมีการกระจายของมะเร็งไปที่ต่อมน้ำเหลืองน้อยมากและผลการรักษาถือว่าดีมาก โดยมีอัตราการรอดชีวิตในระยะเวลา 10 ปี มากกว่า 90%

 

การผ่าตัดมะเร็งโดยการส่องกล้อง ESD คืออะไร?

พญ. ชลลดา ครุฑศรี กล่าวว่าการผ่าตัดมะเร็งโดยการส่องกล้อง (Endoscopic Submucosal Dissection; ESD) เป็นเทคนิคการตัดมะเร็งในระยะเริ่มต้นหรือระยะก่อนเป็นมะเร็ง (precancerous lesions) ในระบบทางเดินอาหาร โดยใช้กล้องส่องทางเดินอาหารทางปาก (Esophagoduodenoscopy; EGD) ลงไป สำหรับการรักษามะเร็งที่หลอดอาหาร หรือกระเพาะอาหาร และกล้องส่องลำไส้ใหญ่ (colonoscopy) ผ่านทางทวารหนัก สำหรับการตัดมะเร็งที่เกิดใน ลำไส้ใหญ่หรือไส้ตรง ซึ่งช่วยให้สามารถตัดก้อนเนื้องอกที่อยู่ในชั้นเยื่อบุผิวออกได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ เนื่องจากโอกาสการเกิดการกระจายของเซลล์มะเร็งไปที่ต่อมน้ำเหลืองต่ำมาก

การผ่าตัดมะเร็งโดยการส่องกล้อง ESD ใช้ได้ทั้งในกระบวนการตรวจวินิจฉัยและการรักษา เช่น การ ตัดติ่งเนื้อที่มีโอกาสพัฒนาเป็นมะเร็ง (High-grade dysplasia, Adenoma) รวมถึงการรักษามะเร็ง ในระบบทางเดินอาหารในระยะเริ่มต้น เช่น มะเร็งหลอดอาหารและมะเร็งกระเพาะอาหาร อย่างไรก็ ตาม เทคนิค ESD ไม่เหมาะกับการใช้รักษาเนื้องอกหรือมะเร็งที่ลุกลามไปถึงชั้นกล้ามเนื้อ หรือมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองได้

 

ขั้นตอนการผ่าตัดส่องกล้อง ESD

  1. แพทย์ได้ทำการตรวจวินิจฉัยตำแหน่ง ขนาด และลักษณะของเนื้องอกหรือก้อนมะเร็ง และ พบว่าเนื้องอกยังจำกัดอยู่ในชั้นเยื่อบุผิว ไม่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง การรักษาจะเริ่มขึ้น
  2. เมื่อถึงวันทำหัตถการ ผู้ป่วยจะได้รับการดมยาสลบหรือยาระงับความรู้สึกแบบทำให้หลับลึก (Deep Sedation) ตามความเหมาะสม จากนั้นแพทย์จะใช้กล้องส่องตรวจภายในเพื่อตรวจสอบเนื้องอกอย่างละเอียด ก่อนฉีดสารพิเศษ เช่น น้ำเกลือ ไฮยาลูโรนิกแอซิด หรือสีเมทิลีนบลู เข้าไปในชั้นใต้เยื่อบุผิว ซึ่งช่วยให้การยกชั้นเยื่อบุผนังออกจากชั้นกล้ามเนื้อทำได้ง่ายขึ้น โดยไม่ทำให้ชั้นกล้ามเนื้อเสียหาย เป็นการลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อข้างเคียง
  3.  แพทย์จะใช้มีดไฟฟ้าเฉพาะทาง (Electrosurgical Knife) ค่อยๆ ตัดแยกเยื่อบุรอบก้อนเนื้อก่อน จากนั้นจะตัดออกจากเนื้อเยื่อชั้นล่าง หากมีเลือดออก แพทย์อาจใช้เครื่องจี้ไฟฟ้า คลิปโลหะ หรือฉีดสารห้ามเลือด เมื่อตัดเนื้องอกออกเรียบร้อยแล้ว ชิ้นเนื้อจะถูกส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันว่าก้อนเนื้อนั้นเป็นมะเร็งหรือไม่ รวมถึงการระบุชนิดของมะเร็ง

 

การพักฟื้นหลังผ่าตัดส่องกล้อง ESD

โดยทั่วไปผู้ป่วยจะนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลเพียงไม่กี่วัน ขึ้นอยู่กับขนาดของเนื้องอกและความซับซ้อนของการรักษา ทั้งนี้ หลังการผ่าตัดในช่วงแรกผู้ป่วยอาจรู้สึกแน่นท้อง ท้องอืด หรือมีเลือดออกเล็กน้อย หากเป็นมะเร็งหลอดอาหารอาจมีอาการเจ็บคอ แพทย์จะแนะนำให้รับประทานอาหารอ่อนเหลวในช่วงแรก รวมถึงเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออกภายหลังหรือแผลทะลุ (Perforation) หากพบอาการรุนแรงซึ่งเกิดขึ้นได้น้อย อาจต้องใช้การส่องกล้องซ้ำเพื่อรักษาเพิ่มเติม หลังจากที่ผู้ป่วยหายดีแล้ว ควรพบแพทย์ตามนัดหมายเพื่อติดตามผลการรักษาและเฝ้าระวังการกลับเป็นซ้ำ

 

 

มะเร็งระยะลุกลาม

สำหรับมะเร็งในระยะลุกลาม (advanced cancer) หมายถึง มะเร็งที่มีการลุกลามเข้าสู่ชั้นเยื่อบุส่วนล่าง (t1b) หรือ กล้ามเนื้อของทางเดินอาหาร (t2,3) สามารถมีการกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองได้มากกว่ามะเร็งในระยะเริ่มแรก ซึ่งเป็นมะเร็งระยะที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยคนไทย ผู้ป่วยมักจะมีอาการ เช่น อืดท้อง อาหารไม่ย่อย หรือ มีเลือดออกในท่งเดินอาหาร ถ่ายลำบาก หรือขนาด อุจจาระเล็กลง เป็นต้น

การรักษาของมะเร็งระยะนี้ ได้แก่

การผ่าตัดกระเพาะ ร่วมกับการผ่าตัดเลาะเอาต่อมน้ำเหลือง โดยรอบออก โดยในปัจจุบันในรายที่เหมาะสม การผ่าตัดสามารถทำได้ด้วยเทคนิค การผ่าตัดส่องกล้อง minimally invasive surgery; laparoscopic surgery ซึ่งได้ประโยชน์ในแง่ของ การฟื้นตัวที่เร็วกว่า ความปวดจากแผลผ่าตัดที่น้อยกว่า โดยไม่มีความแตกต่างกันของผลการผ่าตัดเมื่อเทียบกับการผ่าตัดเปิด

  • เคมีบำบัด (Chemotherapy) เป็นการใช้ยาเคมีเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งและสามารถใช้ร่วมกับการรักษาอื่นเพื่อลดขนาดก้อนมะเร็งและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ โดยเฉพาะในมะเร็งระยะแพร่กระจาย
  •  การฉายรังสี (Radiation Therapy) ใช้พลังงานจากรังสีทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะจุด เหมาะสำหรับมะเร็งระยะต้นถึงกลาง หรือใช้บรรเทาอาการในมะเร็งระยะสุดท้ายเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
  • ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) เป็นการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้จดจำและทำลายเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะในมะเร็งบางชนิดที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่นๆ โดยเฉพาะในระยะแพร่กระจาย
  • การรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) ใช้ยาเพื่อยับยั้งโปรตีนหรือกลไกเฉพาะของซึ่งการรักษาด้วยวิธีเหล่านี้ อาจต้องทำหลายวิธีร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา และลดโอกาสที่มะเร็งจะกลับมาเป็นซ้ำ โดยแพทย์อาจพิจารณา ดังนี้
  • ใช้เคมีบำบัดร่วมกับฉายรังสี การรักษาแบบมุ่งเป้า หรือ ภูมิคุ้มกันบำบัด เพื่อลดขนาดก้อนมะเร็งก่อนทำการผ่าตัด
  • ใช้เคมีบำบัดร่วมกับฉายรังสี หรือภูมิคุ้มกันบำบัด หลังการผ่าตัด เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

 

มะเร็งระยะแพร่กระจาย หมายถึงมะเร็งระยะที่มีการกระจายไปสู่อวัยวะอื่นๆ เช่น ตับ ตับอ่อน ช่องท้อง ปอด หรือต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ไกลออกไป การรักษาหลักของระยะนี้คือการรักษา ด้วยยาเคมีบำบัด การผ่าตัดจะทำในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อนจากมะเร็ง เช่น ทางเดินอาหารอุดตัน หรือเลือดออกที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีอื่น โดยทั่วไปผู้ป่วยที่อยู่ในระยะนี้จะมีการพยากรณ์โรค ที่ไม่ดี แต่ก็ยังมีผู้ป่วยบางรายที่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด จนสามารถกลับมา ทำการผ่าตัดเพื่อเอามะเร็งออกได้

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยังมีการผ่าตัดรักษามะเร็งในช่องท้องที่มีการแพร่กระจายภายในช่องท้องการรักษาโรคมะเร็งระยะแพร่กระจายในช่องท้องแบบเดิม คือการให้ยาเคมีบำบัดทางเส้นเลือด เพื่อให้ตัวยากระจายไปฆ่าเซลล์มะเร็งต่างๆ ทั่วร่างกาย แต่พบว่าการรักษาด้วยวิธีนี้ตัวยาเคมีบำบัดไม่สามารถเข้าถึงเนื้องอกที่แพร่กระจายในช่องท้องได้ดีเท่าที่ควร อีกทั้งความเข้มข้นของยาเคมีบำบัดที่ให้ทางเส้นเลือดยังไม่เพียงพอที่จะทำลายเซลล์มะเร็งจำนวนมาก ปัจจุบัน จึงมีการรักษาโรคมะเร็งระยะแพร่กระจายในช่องท้องด้วยการทำ Cytoreductive surgery (CRS) ร่วมกับ Hyperthermic Intra Peritoneal Chemotherapy (HIPEC) เพื่อเพิ่มอัตราการมีชีวิตรอดของผู้ป่วย

 

การรักษามะเร็งด้วยวิธี CRS ร่วมกับ HIPEC คืออะไร ?

นพ. วรพงศ์ อนุพงศ์อนันต์ กล่าวว่าการรักษาด้วยการผ่าตัด Cytoreductive Surgery (CRS) ร่วมกับ Hyperthermic Intraperitoneal Chemotherapy (HIPEC) เป็นการรักษามะเร็งระยะแพร่กระจายในช่องท้องที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากสามารถแก้ไขข้อจำกัดของการให้เคมีบำบัดทางเส้นเลือดแบบดั้งเดิม ที่ตัวยาเคมีบำบัดไม่สามารถเข้าถึงเนื้องอกที่แพร่กระจายในช่องท้องได้ดีเท่าที่ควร อีกทั้งความเข้มข้นของยาเคมีบำบัดที่ให้ทางเส้นเลือดยังไม่เพียงพอที่จะทำลายเซลล์มะเร็งจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

การรักษามะเร็งด้วยวิธี CRS ร่วมกับ HIPEC ใช้กับมะเร็งชนิดได้บ้าง ?

การผสมผสานการผ่าตัดและเคมีบำบัดนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งระยะแพร่กระจาย ด้วยการทำลายเซลล์มะเร็งที่อาจหลงเหลือในช่องท้องหลังการผ่าตัดได้ดีขึ้น โดยมะเร็งในช่องท้องที่สามารถรักษาด้วยวิธี CRS + HIPEC ได้แก่ มะเร็งเยื่อบุช่องท้อง มะเร็งไส้ติ่ง มะเร็งรังไข่ มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหารที่ยังไม่แพร่กระจาย และภาวะเยื่อบุช่องท้องมีสารคัดหลั่งมากเกินไป (Pseudomyxoma peritonei) ซึ่งมักเกิดจากมะเร็งไส้ติ่งที่แพร่กระจายไปยังช่องท้อง อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยวิธีนี้ไม่ได้เหมาะกับผู้ป่วยทุกราย จึงต้องอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทาง

 

กระบวนการรักษามะเร็งด้วยเทคนิค CRS ร่วมกับ HIPEC

การรักษาด้วย Cytoreductive Surgery (CRS) ร่วมกับ Hyperthermic Intraperitoneal Chemotherapy (HIPEC) เป็นกระบวนการรักษาที่มีขั้นตอนสำคัญ ดังนี้

  1.  Cytoreductive Surgery (CRS) ศัลยแพทย์จะทำการผ่าตัดเพื่อกำจัดเนื้องอกหรือเซลล์มะเร็งออกให้ได้มากที่สุด โดยส่วนที่เหลือต้องมีขนาดไม่เกิน 2.5 มม. เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งการผ่าตัดอาจรวมถึงการตัดอวัยวะบางส่วนหรือการเลาะเยื่อบุช่องท้องที่เซลล์มะเร็งได้แพร่กระจายไป
  2.  Hyperthermic Intraperitoneal Chemotherapy (HIPEC) หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้น ศัลยแพทย์จะใช้ยาเคมีบำบัดที่มีอุณหภูมิ 41-43°C ฉีดล้างช่องท้อง โดยกระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณ 30-120 นาที อุณหภูมิที่สูงช่วยเพิ่มการซึมผ่านของยาเคมีบำบัดเข้าสู่เซลล์มะเร็งและเสริมฤทธิ์ในการทำลายเซลล์มะเร็งที่เหลืออยู่

ที่ศูนย์ความเป็นเลิศด้านศัลยกรรมชั้นสูง โรงพยาบาลพญาไท 2 เรามีทีมแพทย์เฉพาะทางและทีมสหสาขาวิชาชีพที่พร้อมให้การดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็ง ด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมถึงเทคนิคการผ่าตัดที่หลากหลาย โดยเฉพาะเทคนิคการส่องกล้องที่ไม่ทำให้เกิดแผลภายนอก เช่น ESD การผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็ก minimally invasive surgery ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้รวดเร็วและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และการผ่าตัดรักษามะเร็งด้วยวิธี CRS ร่วมกับ HIPEC ที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษามะเร็งระยะแพร่กระจายในช่องท้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากท่านมีข้อสงสัย สามารถนัดหมายเพื่อรับคำปรึกษาและวางแผนการรักษาที่ตรงกับความต้องการของท่าน พร้อมเลือกเทคนิคการรักษาและคุ้มค่าที่ตอบโจทย์ Value Healthcare
ในทุก ๆ ด้าน

 

ผศ. นพ.วิศิษฏ์ เกษตรเสริมวิริยะ

แพทย์ผู้ชำนาญการด้านศัลยกรรมผ่าตัดแผลเล็กผ่านกล้องขั้นสูง

ศูนย์ศัลยกรรม รพ.พญาไท 2

 

 

Loading...

แชร์


Loading...