“ไตวาย” อาจฟังดูเป็นคำที่น่ากังวลสำหรับใครหลายคน เพราะหมายถึงภาวะที่ไตทำงานได้ลดลงหรือหยุดทำงาน แต่รู้หรือไม่ว่า “ไตวาย” แบ่งเป็น 2 ชนิด ซึ่งมีลักษณะ อาการ ผลกระทบต่อร่างกายและแนวทางการรักษาที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง การแยกความแตกต่างระหว่างภาวะทั้งสองนี้จึงสำคัญ เพื่อให้ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมและทันเวลา
“ปัสสาวะบ่อย-น้อยผิดปกติ บวม เหนื่อยง่าย” อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยของโรคไต แต่ไตวายก็มีทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าแบบไหนอันตราย แบบไหนต้องรักษาเร่งด่วน บทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง ไตวายเฉียบพลัน กับ ไตวายเรื้อรัง รวมถึงสัญญาณอาการที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้เข้ารับการตรวจรักษาได้ทันก่อนที่ไตจะเสียหายถาวร
ไตวาย (Kidney Failure) คือ ภาวะที่ ไตไม่สามารถทำหน้าที่กรองของเสีย ขับน้ำส่วนเกิน และรักษาสมดุลของเกลือแร่ในร่างกายได้อย่างเพียงพอ ซึ่งหากปล่อยไว้อาจทำให้ของเสียสะสมในเลือด สมดุลของเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ ส่งผลต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ทั่วร่างกาย และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury – AKI)
ไตวายเฉียบพลันคือภาวะที่ไตสูญเสียการทำงานอย่างรวดเร็วและกะทันหัน ซึ่งอาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วันจนถึงสัปดาห์ ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับไตมักเป็นแบบชั่วคราวและสามารถฟื้นตัวได้หากได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที
สาเหตุ
- ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง เช่น ท้องเสีย อาเจียน หรือเสียเลือดมาก
- การติดเชื้อรุนแรง (ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด): ทำให้ไตขาดเลือดและออกซิเจน
- ยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs, ยาปฏิชีวนะบางชนิด ยาเคมีบำบัด หรือสารทึบรังสีที่ใช้ในการตรวจวินิจฉัยต่าง ๆ
- การอุดตันของทางเดินปัสสาวะ เช่น นิ่วในไต หรือต่อมลูกหมากโต
- โรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคหัวใจวาย หรือโรคตับรุนแรง
- โรคไตอักเสบบางชนิด เช่น ไตอักเสบจากโรค SLE ,โรคไตอักเสบ IgA
อาการ
อาการของไตวายเฉียบพลันขึ้นกับสาเหตุของโรคและความรุนแรงของภาวะที่เป็นสาเหตุเจอได้ตั้งแต่ตรวจพบค่าไตผิดปกติโดยไม่มีอาการจนไปถึงมีอาการรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้โดยอาการที่อาจพบได้แก่
- ปัสสาวะออกน้อยลงหรือไม่ปัสสาวะเลย
- บวมตามร่างกาย โดยอาจเริ่มที่ขาเท้า ,เปลือกตาซึ่งเป็นตำแหน่งที่ตกตามแรงโน้มถ่วงจนถึงบวมทั่วตัวได้
- เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย
- คลื่นไส้ อาเจียน
- หายใจลำบาก หอบเหนื่อย
- อาการทางระบบประสาทมีอาการซึมลง สับสนจนถึงอาการชักได้
- หมดสติ หัวใจเต้นผิดจังหวะ จนถึงหัวใจหยุดเต้นได้ในรายที่มีความผิดปกติของแร่ธาตุในเลือดอย่างรุนแรง
ผลกระทบต่อร่างกาย
มีหลายการศึกษาในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่าการเกิดภาวะไตวายฉับพลันมีผลกระทบต่อร่างกายหลายระบบมากกว่าผู้ที่ไม่เกิดภาวะไตวายฉับพลันได้แก่
- เพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ
- เพิ่มความเสี่ยงโรคไตเรื้อรังและโรคไตวายระยะสุดท้ายสูงขึ้น
- เพิ่มมีการทำงานของระบบสมองที่ใช้ในการจดจำ ตัดสินใจลดลงในอนาคต
- มีอัตราเสียชีวิตที่สูงขึ้น
โดยปัจจัยที่มีผลให้ผลกระทบดังกล่าวมากหรือน้อยได้แก่ ระยะเวลาของภาวะไตวายฉับพลัน, การฟื้นตัวของภาวะไตวายฉับพลัน และ การเกิดซ้ำของภาวะไตวายฉับพลัน
การรักษา
การรักษาไตวายเฉียบพลันจะเน้นไปที่การแก้ไขสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะดังกล่าว เช่น การให้สารน้ำ, การให้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาการติดเชื้อ, การหยุดยาที่เป็นสาเหตุ, หรือการผ่าตัดเพื่อแก้ไขภาวะอุดตัน หากไตเสียหายรุนแรงอาจต้องล้างไตชั่วคราวเพื่อประคองอาการและรอให้ไตวายฉับพลันฟื้นตัว
จะเห็นได้ว่า โรคไตวายฉับพลันเป็นภาวะที่เร่งด่วนและมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากไม่ได้มีผลกระทบแค่ระบบของการทำงานของไตเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้มากมาย ดังนั้น หากมีอาการหรือมีความเสี่ยงของภาวะไตวายฉับพลัน หากตรวจพบภาวะไตวายฉับพลันได้เร็ว รักษาสาเหตุของภาวะไตวายฉับพลันได้ไว รวมไปถึงได้รับการติดตามการรักษาหลังภาวะไตวายเฉียบพลันอย่างเหมาะสม จะช่วยลดความรุนแรงของภาวะไตวายฉับพลัน เพิ่มความรวดเร็วของการฟื้นตัว และช่วยลดโอกาสการเป็นซ้ำของภาวะไตวายฉับพลัน และยังช่วยลดผลกระทบของภาวะไตวายฉับพลันต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้
ไตวายเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease – CKD)
ไตวายเรื้อรังคือภาวะที่ไตมีการทำงานลดลงหรือการทำงานของไตผิดปกติอย่างต่อเนื่องและค่อยเป็นค่อยไปเป็นระยะเวลานาน (มากกว่า 3 เดือน) ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับไตมักถาวรและไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติได้ การดำเนินของโรคจะค่อย ๆ แย่ลงตามลำดับ จนกระทั่งเข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต เช่น การล้างไต หรือการปลูกถ่ายไต
สาเหตุ
- โรคเบาหวาน เป็นสาเหตุหลักที่พบบ่อยที่สุด
- โรคความดันโลหิตสูง หากควบคุมไม่ได้เป็นเวลานาน
- โรคไตอักเสบชนิดต่าง ๆ เช่น โรคไตอักเสบจากโรค SLE
- โรคถุงน้ำในไต เป็นโรคทางพันธุกรรม
- การใช้ยาบางชนิดเป็นเวลานาน เช่น ยาแก้ปวดบางชนิด
อาการ
ในระยะแรก ไตวายเรื้อรังมักไม่มีอาการที่ชัดเจน หรือมีอาการเพียงเล็กน้อยจนผู้ป่วยอาจไม่ทันสังเกต เมื่อไตทำงานลดลงมากขึ้น อาการที่พบได้แก่
- ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะเวลากลางคืน
- ตะคริว และบวมตามร่างกาย
- อ่อนเพลีย
- เบื่ออาหาร
- คลื่นไส้
- คันตามตัว
- ภาวะโลหิตจาง
การรักษา
การรักษาไตวายเรื้อรังจะเน้นที่การชะลอการเสื่อมของไตและควบคุมภาวะแทรกซ้อน เช่น การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิต, การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร (จำกัดโปรตีน โซเดียม ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม), การใช้ยาเพื่อลดภาวะแทรกซ้อน และในระยะสุดท้าย ผู้ป่วยจะต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต (การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, การล้างไตทางช่องท้อง, หรือการปลูกถ่ายไต)
จะเห็นว่าแนวทางในการรักษาของภาวะไตวายเรื้อรังจะแตกต่างจากภาวะไตวายเฉียบพลันเนื่องจากการรักษาเพียงสาเหตุของภาวะไตวายเรื้อรังนั้นอาจยังไม่เพียงพอ ดังนั้นหากตรวจพบไตวายเรื้อรังควรรีบมาพบแพทย์เพื่อได้รับการรักษาและคำแนะนำเกี่ยวกับยา การปรับพฤติกรรมด้านการบริโภคอาหารและยาเพื่อชะลอให้ไตที่มีภาวะไตวายเรื้อรังนั้นเสื่อมให้น้อยและช้าที่สุดป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยดำเนินไปสู่ระยะฟอกไต
ความแตกต่างระหว่างไตวายเฉียบพลัน และไตวายเรื้อรัง
| ประเภท | ไตวายเฉียบพลัน | ไตวายเรื้อรัง |
| ระยะเวลาเกิด | รวดเร็ว ภายในไม่กี่วันถึงสัปดาห์ | ค่อยเป็นค่อยไป นานหลายเดือนถึงปี |
| อาการเริ่มต้น | อาการรุนแรงเฉียบพลัน | อาจไม่แสดงอาการในระยะแรก |
| สาเหตุ | การติดเชื้อ ขาดเลือด ยา สารพิษ | เบาหวาน ความดัน โรคไตเรื้อรัง |
| การรักษา | เน้นที่รักษาสาเหตุการเกิดอาจหายได้หากโรคไม่รุนแรงและรักษาได้รวดเร็ว | รักษาสาเหตุและเน้นที่การปรับพฤติกรรมและดูแลผลแทรกซ้อน ดีขึ้นได้บางส่วน |
| การฟื้นตัวของไต | มีโอกาสกลับมาทำงานได้ปกติ | มักฟื้นตัวได้ไม่เป็นปกติ แต่สามารถชะลอให้เสื่อมให้น้อยและช้าลงไม่พัฒนาไปเป็นผู้ป่วยฟอกไตได้ |
รู้ทัน…ป้องกันไตวาย
ภาวะไตวาย แม้จะฟังดูไกลตัว แต่ความจริงแล้วสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ หรือ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง หากดูแลไม่ดีพอ อาจส่งผลให้ไตทำงานหนักและเสื่อมลงอย่างช้า ๆ จนนำไปสู่ไตวายได้
วิธีป้องกันไตวายที่คุณทำได้ในชีวิตประจำวัน
- ควบคุมโรคประจำตัวให้ดี ตรวจและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ วันละ 6–8 แก้ว หรือน้อยกว่าตามคำแนะนำของแพทย์ประจำตัวหากมีโรคประจำตัวอื่นที่จำเป็นต้องจำกัดน้ำเช่นโรคหัวใจ
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาสมุนไพรหรือยาที่มีผลต่อไตโดยไม่จำเป็น เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ที่อาจกระทบต่อการทำงานของไตหากใช้ต่อเนื่อง
- ลดอาหารเค็มและโซเดียม รับประทานโซเดียมไม่เกินวันละ 2 กรัม อ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้ออาหาร เลือกบริโภคอาหารสดแทนอาหารแปรรูป
- งดบุหรี่ และลดการดื่มแอลกอฮอล์
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน สัปดาห์ละ 5 วัน เพื่อเสริมสร้างระบบไหลเวียนเลือด และลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ
- ตรวจสุขภาพไตประจำปี โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคไต
อย่ารอให้ “ไตวาย” ก่อนถึงจะใส่ใจ
การดูแลไตให้แข็งแรง เริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ เพราะเมื่อไตเสื่อมจนเข้าสู่ระยะรุนแรง การรักษาจะซับซ้อนและใช้เวลาในการฟื้นตัวนานขึ้น หากคุณมีอาการผิดปกติ เช่น ปัสสาวะผิดปกติ บวมง่าย เหนื่อยล้าเรื้อรัง หรือมีโรคประจำตัวที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคไต เช่น ผู้สูงอายุ โรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง อย่าละเลยที่จะเข้ารับการตรวจสุขภาพไตเป็นประจำ
โรงพยาบาลพญาไท 2 พร้อมให้บริการดูแลสุขภาพไตอย่างครบวงจร ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านโรคไต (อายุรแพทย์โรคไต) และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น เภสัชกรและนักโภชนาการ ที่มีความชำนาญและประสบการณ์ พร้อมด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย ให้คุณมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง แม่นยำ และใส่ใจในทุกขั้นตอน
นพ. สิทธิพัทธ์ ถิรสัตยาพิทักษ์
อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านโรคไต และปลูกถ่ายไต
โรงพยาบาลพญาไท 2
