รู้ทันก่อนไตพัง! 'ไตวายเรื้อรัง' กับ 'ไตวายเฉียบพลัน' ต่างกันอย่างไร?

Image

แชร์


“ไตวาย” อาจฟังดูเป็นคำที่น่ากังวลสำหรับใครหลายคน เพราะหมายถึงภาวะที่ไตทำงานได้ลดลงหรือหยุดทำงาน แต่รู้หรือไม่ว่า “ไตวาย” แบ่งเป็น 2 ชนิด ซึ่งมีลักษณะ อาการ ผลกระทบต่อร่างกายและแนวทางการรักษาที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง การแยกความแตกต่างระหว่างภาวะทั้งสองนี้จึงสำคัญ เพื่อให้ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมและทันเวลา

 

“ปัสสาวะบ่อย-น้อยผิดปกติ บวม เหนื่อยง่าย” อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยของโรคไต แต่ไตวายก็มีทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าแบบไหนอันตราย แบบไหนต้องรักษาเร่งด่วน บทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง ไตวายเฉียบพลัน กับ ไตวายเรื้อรัง รวมถึงสัญญาณอาการที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้เข้ารับการตรวจรักษาได้ทันก่อนที่ไตจะเสียหายถาวร

 

ไตวาย (Kidney Failure) คือ ภาวะที่ ไตไม่สามารถทำหน้าที่กรองของเสีย ขับน้ำส่วนเกิน และรักษาสมดุลของเกลือแร่ในร่างกายได้อย่างเพียงพอ ซึ่งหากปล่อยไว้อาจทำให้ของเสียสะสมในเลือด สมดุลของเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ ส่งผลต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ทั่วร่างกาย และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

 

ไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury – AKI)

ไตวายเฉียบพลันคือภาวะที่ไตสูญเสียการทำงานอย่างรวดเร็วและกะทันหัน ซึ่งอาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วันจนถึงสัปดาห์ ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับไตมักเป็นแบบชั่วคราวและสามารถฟื้นตัวได้หากได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที

 

สาเหตุ

  • ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง เช่น ท้องเสีย อาเจียน หรือเสียเลือดมาก
  • การติดเชื้อรุนแรง (ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด): ทำให้ไตขาดเลือดและออกซิเจน
  • ยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs, ยาปฏิชีวนะบางชนิด ยาเคมีบำบัด หรือสารทึบรังสีที่ใช้ในการตรวจวินิจฉัยต่าง ๆ
  • การอุดตันของทางเดินปัสสาวะ เช่น นิ่วในไต หรือต่อมลูกหมากโต
  • โรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคหัวใจวาย หรือโรคตับรุนแรง
  • โรคไตอักเสบบางชนิด เช่น ไตอักเสบจากโรค SLE ,โรคไตอักเสบ IgA

 

อาการ

อาการของไตวายเฉียบพลันขึ้นกับสาเหตุของโรคและความรุนแรงของภาวะที่เป็นสาเหตุเจอได้ตั้งแต่ตรวจพบค่าไตผิดปกติโดยไม่มีอาการจนไปถึงมีอาการรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้โดยอาการที่อาจพบได้แก่

  • ปัสสาวะออกน้อยลงหรือไม่ปัสสาวะเลย
  • บวมตามร่างกาย โดยอาจเริ่มที่ขาเท้า ,เปลือกตาซึ่งเป็นตำแหน่งที่ตกตามแรงโน้มถ่วงจนถึงบวมทั่วตัวได้
  • เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • หายใจลำบาก หอบเหนื่อย
  • อาการทางระบบประสาทมีอาการซึมลง สับสนจนถึงอาการชักได้
  • หมดสติ หัวใจเต้นผิดจังหวะ จนถึงหัวใจหยุดเต้นได้ในรายที่มีความผิดปกติของแร่ธาตุในเลือดอย่างรุนแรง

 

ผลกระทบต่อร่างกาย

มีหลายการศึกษาในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่าการเกิดภาวะไตวายฉับพลันมีผลกระทบต่อร่างกายหลายระบบมากกว่าผู้ที่ไม่เกิดภาวะไตวายฉับพลันได้แก่

  • เพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • เพิ่มความเสี่ยงโรคไตเรื้อรังและโรคไตวายระยะสุดท้ายสูงขึ้น
  • เพิ่มมีการทำงานของระบบสมองที่ใช้ในการจดจำ ตัดสินใจลดลงในอนาคต
  • มีอัตราเสียชีวิตที่สูงขึ้น

โดยปัจจัยที่มีผลให้ผลกระทบดังกล่าวมากหรือน้อยได้แก่ ระยะเวลาของภาวะไตวายฉับพลัน, การฟื้นตัวของภาวะไตวายฉับพลัน และ การเกิดซ้ำของภาวะไตวายฉับพลัน

 

การรักษา

การรักษาไตวายเฉียบพลันจะเน้นไปที่การแก้ไขสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะดังกล่าว เช่น การให้สารน้ำ, การให้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาการติดเชื้อ, การหยุดยาที่เป็นสาเหตุ, หรือการผ่าตัดเพื่อแก้ไขภาวะอุดตัน หากไตเสียหายรุนแรงอาจต้องล้างไตชั่วคราวเพื่อประคองอาการและรอให้ไตวายฉับพลันฟื้นตัว

 

จะเห็นได้ว่า โรคไตวายฉับพลันเป็นภาวะที่เร่งด่วนและมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากไม่ได้มีผลกระทบแค่ระบบของการทำงานของไตเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้มากมาย ดังนั้น หากมีอาการหรือมีความเสี่ยงของภาวะไตวายฉับพลัน หากตรวจพบภาวะไตวายฉับพลันได้เร็ว รักษาสาเหตุของภาวะไตวายฉับพลันได้ไว รวมไปถึงได้รับการติดตามการรักษาหลังภาวะไตวายเฉียบพลันอย่างเหมาะสม จะช่วยลดความรุนแรงของภาวะไตวายฉับพลัน เพิ่มความรวดเร็วของการฟื้นตัว และช่วยลดโอกาสการเป็นซ้ำของภาวะไตวายฉับพลัน และยังช่วยลดผลกระทบของภาวะไตวายฉับพลันต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้

 

ไตวายเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease – CKD)

ไตวายเรื้อรังคือภาวะที่ไตมีการทำงานลดลงหรือการทำงานของไตผิดปกติอย่างต่อเนื่องและค่อยเป็นค่อยไปเป็นระยะเวลานาน (มากกว่า 3 เดือน) ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับไตมักถาวรและไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติได้ การดำเนินของโรคจะค่อย ๆ แย่ลงตามลำดับ จนกระทั่งเข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต เช่น การล้างไต หรือการปลูกถ่ายไต

 

สาเหตุ

  • โรคเบาหวาน เป็นสาเหตุหลักที่พบบ่อยที่สุด
  • โรคความดันโลหิตสูง หากควบคุมไม่ได้เป็นเวลานาน
  • โรคไตอักเสบชนิดต่าง ๆ เช่น โรคไตอักเสบจากโรค SLE
  • โรคถุงน้ำในไต เป็นโรคทางพันธุกรรม
  • การใช้ยาบางชนิดเป็นเวลานาน เช่น ยาแก้ปวดบางชนิด

 

อาการ

ในระยะแรก ไตวายเรื้อรังมักไม่มีอาการที่ชัดเจน หรือมีอาการเพียงเล็กน้อยจนผู้ป่วยอาจไม่ทันสังเกต เมื่อไตทำงานลดลงมากขึ้น อาการที่พบได้แก่

  • ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะเวลากลางคืน
  • ตะคริว และบวมตามร่างกาย
  • อ่อนเพลีย
  • เบื่ออาหาร
  • คลื่นไส้
  • คันตามตัว
  • ภาวะโลหิตจาง

 

การรักษา

การรักษาไตวายเรื้อรังจะเน้นที่การชะลอการเสื่อมของไตและควบคุมภาวะแทรกซ้อน เช่น การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิต, การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร (จำกัดโปรตีน โซเดียม ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม), การใช้ยาเพื่อลดภาวะแทรกซ้อน และในระยะสุดท้าย ผู้ป่วยจะต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต (การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, การล้างไตทางช่องท้อง, หรือการปลูกถ่ายไต)

 

จะเห็นว่าแนวทางในการรักษาของภาวะไตวายเรื้อรังจะแตกต่างจากภาวะไตวายเฉียบพลันเนื่องจากการรักษาเพียงสาเหตุของภาวะไตวายเรื้อรังนั้นอาจยังไม่เพียงพอ  ดังนั้นหากตรวจพบไตวายเรื้อรังควรรีบมาพบแพทย์เพื่อได้รับการรักษาและคำแนะนำเกี่ยวกับยา การปรับพฤติกรรมด้านการบริโภคอาหารและยาเพื่อชะลอให้ไตที่มีภาวะไตวายเรื้อรังนั้นเสื่อมให้น้อยและช้าที่สุดป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยดำเนินไปสู่ระยะฟอกไต

 

ความแตกต่างระหว่างไตวายเฉียบพลัน และไตวายเรื้อรัง

ประเภท ไตวายเฉียบพลัน ไตวายเรื้อรัง
ระยะเวลาเกิด รวดเร็ว ภายในไม่กี่วันถึงสัปดาห์ ค่อยเป็นค่อยไป นานหลายเดือนถึงปี
อาการเริ่มต้น อาการรุนแรงเฉียบพลัน อาจไม่แสดงอาการในระยะแรก
สาเหตุ การติดเชื้อ ขาดเลือด ยา สารพิษ เบาหวาน ความดัน โรคไตเรื้อรัง
การรักษา เน้นที่รักษาสาเหตุการเกิดอาจหายได้หากโรคไม่รุนแรงและรักษาได้รวดเร็ว รักษาสาเหตุและเน้นที่การปรับพฤติกรรมและดูแลผลแทรกซ้อน ดีขึ้นได้บางส่วน
การฟื้นตัวของไต มีโอกาสกลับมาทำงานได้ปกติ มักฟื้นตัวได้ไม่เป็นปกติ แต่สามารถชะลอให้เสื่อมให้น้อยและช้าลงไม่พัฒนาไปเป็นผู้ป่วยฟอกไตได้

 

รู้ทัน…ป้องกันไตวาย

ภาวะไตวาย แม้จะฟังดูไกลตัว แต่ความจริงแล้วสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ หรือ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง หากดูแลไม่ดีพอ อาจส่งผลให้ไตทำงานหนักและเสื่อมลงอย่างช้า ๆ จนนำไปสู่ไตวายได้

 

วิธีป้องกันไตวายที่คุณทำได้ในชีวิตประจำวัน

  1. ควบคุมโรคประจำตัวให้ดี ตรวจและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์
  2. ดื่มน้ำให้เพียงพอ วันละ 6–8 แก้ว หรือน้อยกว่าตามคำแนะนำของแพทย์ประจำตัวหากมีโรคประจำตัวอื่นที่จำเป็นต้องจำกัดน้ำเช่นโรคหัวใจ
  3. หลีกเลี่ยงการใช้ยาสมุนไพรหรือยาที่มีผลต่อไตโดยไม่จำเป็น เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ที่อาจกระทบต่อการทำงานของไตหากใช้ต่อเนื่อง
  4. ลดอาหารเค็มและโซเดียม รับประทานโซเดียมไม่เกินวันละ 2 กรัม อ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้ออาหาร เลือกบริโภคอาหารสดแทนอาหารแปรรูป
  5. งดบุหรี่ และลดการดื่มแอลกอฮอล์
  6. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน สัปดาห์ละ 5 วัน เพื่อเสริมสร้างระบบไหลเวียนเลือด และลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ
  7. ตรวจสุขภาพไตประจำปี โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคไต

 

อย่ารอให้ “ไตวาย” ก่อนถึงจะใส่ใจ

การดูแลไตให้แข็งแรง เริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ เพราะเมื่อไตเสื่อมจนเข้าสู่ระยะรุนแรง การรักษาจะซับซ้อนและใช้เวลาในการฟื้นตัวนานขึ้น หากคุณมีอาการผิดปกติ เช่น ปัสสาวะผิดปกติ บวมง่าย เหนื่อยล้าเรื้อรัง หรือมีโรคประจำตัวที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคไต เช่น ผู้สูงอายุ โรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง อย่าละเลยที่จะเข้ารับการตรวจสุขภาพไตเป็นประจำ

 

โรงพยาบาลพญาไท 2 พร้อมให้บริการดูแลสุขภาพไตอย่างครบวงจร ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านโรคไต (อายุรแพทย์โรคไต) และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น เภสัชกรและนักโภชนาการ ที่มีความชำนาญและประสบการณ์ พร้อมด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย ให้คุณมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง แม่นยำ และใส่ใจในทุกขั้นตอน

 

นพ. สิทธิพัทธ์ ถิรสัตยาพิทักษ์

อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านโรคไต และปลูกถ่ายไต

โรงพยาบาลพญาไท 2

Loading...

แชร์


Loading...