ตรวจหาภูมิแพ้จมูกอย่างตรงจุด ด้วยการทดสอบทางจมูกด้วยสารก่อภูมิแพ้ (Nasal Allergen Challenge)

Image

แชร์


ตรวจหาภูมิแพ้จมูกอย่างตรงจุด ด้วยการทดสอบทางจมูกด้วยสารก่อภูมิแพ้ (Nasal Allergen Challenge)

การทดสอบทางจมูกด้วยสารก่อภูมิแพ้คืออะไร? 

การทดสอบทางจมูกด้วยสารก่อภูมิแพ้ หรือ Nasal Allergen Challenge (NAC) คือการทดสอบด้วยสารก่อภูมิแพ้ (Allergen) โดยพ่นเข้าสู่โพรงจมูกของผู้ป่วยโดยตรง ในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อกระตุ้นให้เกิดอาการและประเมินการตอบสนองของเยื่อบุจมูกต่อสารนั้น ๆ

 

เป็นการทดสอบที่ “จำลองสภาพแวดล้อมจริง” ที่ผู้ป่วยอาจเผชิญ เช่น การสูดดมไรฝุ่นบ้าน เกสรดอกไม้ เชื้อรา หรือขนสัตว์ แล้วเกิดอาการแพ้ทันที วิธีนี้จึงเป็นมาตรฐานสำคัญในการยืนยันการวินิจฉัยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic rhinitis) โดยตรง

 

ทำไมถึงควรตรวจการกระตุ้นทางจมูก?

  1. เพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ใช้เมื่อตรวจผิวหนัง (Skin prick test) หรือการตรวจเลือด (IgE specific test) แล้วยังไม่ชัดเจน
  2. เพื่อวินิจฉัยภาวะ ภูมิแพ้จมูกเฉพาะที่ (Local Allergic Rhinitis) เกิดจากผู้ป่วยมีจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ แต่ตรวจทางผิวหนัง หรือ ตรวจเลือดแล้วไม่พบสารก่อภูมิแพ้
  3. เป็นการยืนยันว่าผู้ป่วยมีอาการภูมิแพ้ทางจมูก จากสารก่อภูมิแพ้ตัวนั้น เพื่อช่วยในการวางแผนการรักษา เช่น ตัดสินใจว่าผู้ป่วยเหมาะสมที่จะเข้ารับการรักษาด้วย ภูมิคุ้มกันบำบัด (Allergen Immunotherapy) หรือไม่
  4. เพื่อใช้ในการวิจัยและประเมินยาหรือวิธีรักษาใหม่ ๆ  

 

การเตรียมตัวก่อนตรวจ เพื่อให้ได้ผลที่ถูกต้อง ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามข้อแนะนำของแพทย์ เช่น 

  • งดใช้ ยาต้านฮิสตามีน อย่างน้อย 7 วันก่อนตรวจ
  • งดใช้ ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก ตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด
  • งด ยาลดน้ำมูก หรือยาขยายหลอดลมบางชนิด เพราะอาจกดการตอบสนองของจมูก
  • หลีกเลี่ยงการตรวจในช่วงที่มีการติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น เป็นหวัด ไซนัสอักเสบ
  • พักผ่อนให้เพียงพอและงดการออกกำลังกายหนักก่อนการตรวจ 

 

ข้อดีของการทดสอบทางจมูกด้วยสารก่อภูมิแพ้ (NAC) 

  1. เพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย ใช้ยืนยันผลเมื่อการตรวจอื่น เช่น Skin prick test หรือการตรวจเลือด IgE specific test ยังไม่ชัดเจน ช่วยระบุว่าอาการของผู้ป่วยเกิดจากการแพ้จริง หรือมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย
  2. ประเมินความไวของเยื่อบุจมูก สามารถบอกได้ว่าผู้ป่วยตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้เร็วหรือรุนแรงเพียงใด ช่วยจัดระดับความรุนแรงของโรคภูมิแพ้จมูกได้ดียิ่งขึ้น
  3. ช่วยวางแผนการรักษา ใช้ประกอบการตัดสินใจว่าผู้ป่วยเหมาะกับ ภูมิคุ้มกันบำบัด (Allergen Immunotherapy) หรือไม่ แพทย์สามารถเลือกแนวทางการรักษาได้ตรงจุดและเหมาะสมกับแต่ละบุคคล
  4. ใช้ในการวิจัยและประเมินวิธีรักษาใหม่
  5. ปลอดภัยภายใต้มาตรฐานการแพทย์ การทดสอบดำเนินการโดยแพทย์และทีมบุคลากรที่ผ่านการฝึกฝน ปริมาณสารก่อภูมิแพ้ที่ใช้ถูกกำหนดอย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงในการเกิดอาการรุนแรง หากเกิดอาการผิดปกติ แพทย์สามารถให้การช่วยเหลือได้ทันที

 

ใครบ้างที่เหมาะกับการตรวจ?

  • ผู้ที่สงสัยว่าเป็น โรคภูมิแพ้จมูก แต่ตรวจไม่พบสารก่อภูมิแพ้ หรือ ผลการตรวจทางผิวหนังหรือเลือดยังไม่ชัดเจน
  • ผู้ป่วยที่สงสัยว่าตัวเองแพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดนั้นจริงหรือไม่
  • ผู้ที่มีอาการภูมิแพ้หลายชนิด และต้องการระบุสารก่อภูมิแพ้
  • ผู้ที่เตรียมเข้ารับการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Allergen Immunotherapy)
  • ผู้ป่วยโรคหอบหืดที่สงสัยว่าสารก่อภูมิแพ้ดังกล่าวส่งผลต่ออาการหอบหืดหรือไม่
  • ผู้ป่วยในงานวิจัยทางภูมิแพ้และโรคทางเดินหายใจ

 

ขั้นตอนการทดสอบ 

1.  ประเมินสภาพจมูกเบื้องต้น แพทย์จะใช้กล้องส่องตรวจโพรงจมูกหรือไฟส่องตรวจ เพื่อดูว่าเยื่อบุจมูกพร้อมต่อการตรวจหรือไม่ เช่น ไม่มีผนังกั้นจมูกผิดรูป

2.  เตรียมความพร้อมคนไข้ ก่อนการทดสอบด้วยการประเมินการทำงานของจมูก วัดสัญญาณชีพ และแบบประเมินความรุนแรงก่อนการทดสอบ

3.  พ่นสารก่อภูมิแพ้ ปริมาณที่ใช้จะถูกควบคุมอย่างเข้มงวดตามมาตรฐาน

4.  การสังเกตและวัดผล 

  • อาการทางคลินิก คัดจมูก น้ำมูกไหล จาม คันจมูก หรือคันตา 
  • การประเมินด้วยเครื่องมือ Peak Nasal Inspiratory Flow เป็นการวัดการอุดกั้นภายในโพรงจมูกผ่านการหายใจทางจมูก 

5.  ในกรณีที่ให้ผลบวก อาการที่เกิดขึ้นจะได้รับการดูแลรักษาด้วยแพทย์ และสามารถกลับบ้านได้ ภายในวันนั้นหลังอาการดีขึ้น 

 

ผลลัพธ์ที่ได้ 

  • หากผู้ป่วยมีโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้จริง จะเกิดอาการชัดเจนภายใน 15–30 นาทีหลังสัมผัสสารก่อภูมิแพ้
  • สามารถระบุได้ว่าสารชนิดใดเป็นตัวกระตุ้นอาการ ทำให้แพทย์ให้คำแนะนำเรื่องการหลีกเลี่ยงได้ตรงจุด
  • ใช้ยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างอาการและสารก่อภูมิแพ้ที่ตรวจพบจากการตรวจผิวหนังหรือการตรวจเลือด 

 

ข้อจำกัดในการทดสอบการกระตุ้นทางจมูก 

  • การตรวจนี้ มีการดูแลอย่างรอบคอบ ภายใต้การกำกับของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์
  • สามารถหยุดยาดังกล่าวก่อนมาทำการทดสอบได้ โดยที่ไม่กระทบชีวิตประจำวัน
  • ปริมาณสารก่อภูมิแพ้ที่ใช้มีการกำหนดตามมาตรฐาน เพื่อลดความเสี่ยง
  • สามารถตรวจได้ทีละ 1 ชนิดของ สารก่อภูมิแพ้ ต่อครั้ง
  • อาการที่จะเกิดขึ้นได้แก่ อาการภูมิแพ้ทางจมูก อาทิ คัดจมูก คันจมูก น้ำมูกไหล จาม
  • ในกรณีที่พบอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบากทีมแพทย์มีความพร้อมในการดูแลและให้ยาทันที แต่โอกาสเกิดขึ้นน้อย
  • ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคหอบหืดที่ยังคุมอาการไม่ได้ ผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์ไม่สามารถตรวจได้  

 

การดูแลโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ไม่ใช่แค่บรรเทาอาการ แต่คือการหาสาเหตุที่แท้จริง เพื่อรักษาอย่างเหมาะสม การทดสอบทางจมูกด้วยสารก่อภูมิแพ้ (Nasal Allergen Challenge)  ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยได้อย่างตรงจุด และกำหนดแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับคุณ ที่โรงพยาบาลพญาไท 2 คุณจะได้รับการดูแลจาก แพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินหายใจและภูมิแพ้ พร้อมทีมสหสาขาที่มากประสบการณ์ ด้วยเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยที่ได้มาตรฐาน เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจปัญหา และวางแผนการรักษาได้อย่างครบวงจร ทั้งการวินิจฉัย การรักษา และการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง 

 

 

 

พญ. ศศิภา แสงกาญจนวนิช  

ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิแพ้ และโรคหืด

โรงพยาบาลพญาไท 2

 

นพ. เฉลิมชัย  ชุมแสงโชติสกุล  

แพทย์เฉพาะทางด้านโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันทางคลินิก

โรงพยาบาลพญาไท 2 

Loading...

แชร์


Loading...

ตรวจหาภูมิแพ้จมูกอย่างตรงจุด ด้วยการทดสอบทางจมูกด้วยสารก่อภูมิแพ้ (Nasal Allergen Challenge)