ลูกน้อยในครรภ์มีการแลกเปลี่
ภาวะเส้นเลือดหัวใจเกินพบได้ถึง 4 คน ต่อทารกแรกเกิด 1,000 คน คิดเป็น 10% ของกลุ่มอาการโรคหัวใจ
แต่กำเนิดทั้งหมด โดยพบได้สูงถึง 65% ในทารกคลอดก่อนกำหนดที่น้ำหนักน้อยมาก
หากเส้นเลือดหัวใจเกินมีขนาดใหญ่ จะทำให้เด็กมีภาวะน้ำท่วมปอดได้ ต้องใช้การช่วยหายใจเพิ่มขึ้น บางรายอาจมีลำไส้ติดเชื้อตามมา หรืออาจรุนแรงจนเกิดเลือดออกในปอดและเสียชีวิตได้
หากโชคดีเส้นเลือดหัวใจเกินมีขนาดเล็ก อาจไม่แสดงอาการช่วงแรกเกิด มักวินิจฉัยได้จากการตรวจร่างกายได้ยินเสียงหัวใจฟู่ หรือน้ำหนักขึ้นช้ากว่าวัยเดียวกัน ในปัจจุบัน แนะนำให้ปิดเส้นเลือดหัวใจเกินทุกราย ถึงแม้จะไม่มีอาการ
เพื่อป้องกันภาวะเส้นเลือดใหญ่ติดเชื้อ
การปิดเส้นเลือดหัวใจทำได้หลายวิธี ดังนี้
1. การใช้ยา
ยากลุ่ม Nonsteroidal anti-inflammatory drug (NSAID) เช่น indomethacin หรือ paracetamol ช่วยทำให้เส้นเลือดหัวใจเกินหดตัว โดยจะได้ผลดี หากเริ่มใช้ขณะอายุน้อยช่วงแรกเกิด แต่การใช้ยา จะได้ผลเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยคลอดก่อนกำหนดเท่านั้น และไม่สามารถใช้ยาในกลุ่มคนไข้ที่มีปัญหาเรื่องไตและเลือดออกง่าย
2. การผ่าตัด
สามารถทำการผ่าตัดแบบเปิดหน้าอกทางด้านข้าง เพื่อไปผูกรัดและตัดเส้นเลือดหัวใจเกิน (PDA ligation) การผ่าตัดต้องทำโดยแพทย์เฉพาะทางศัลยกรรมทรวงอก หัวใจและหลอดเลือดที่ชำนาญ เพื่อระวังไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน
เช่น ท่อน้ำเหลืองได้รับบาดเจ็บ หรือเส้นประสาทเสียงได้รับบาดเจ็บ รวมถึงต้องเฝ้าระวังดูแลหลังผ่าตัดอย่างใกล้ชิดในหอผู้ป่วยหนัก ICU
3. การสวนหัวใจ
Transcatheter PDA device closure สามารถสวนหัวใจผ่านทางหลอดเลือดที่ขาหนีบ เพื่อนำอุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายจานไปปิดเส้นเลือดหัวใจเกิน ข้อดี คือ ไม่มีแผลผ่าตัด ฟื้นตัวได้เร็ว โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่า แต่ต้องทำในห้องสวนหัวใจที่มีการใช้รังสีถ่ายภาพ และไม่สามารถทำในเส้นเลือดหัวใจเกินทุกชนิดได้
เส้นเลือดหัวใจเกิน สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ไม่ใช่เส้นเลือดหัวใจเกินทุกชนิดที่สมควรปิดในโรคหัวใจบางประเภท เช่น ภาวะเขียว Tetralogy of Fallots เส้นเลือดหัวใจเกินนี้ถือเป็นตัวช่วยให้ผู้ป่วยเขียวน้อยลง
เพราะฉะนั้นจึงควรตรวจ Echocardiogram อย่างละเอียดกับกุมารแพทย์โรคหัวใจก่อนตัดสินใจทำการรักษา
พญ.กานติมา พงศ์พิชญศิริ
กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจ รพ.พญาไท 2
