วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด อายุ 50+ ป้องกันได้ถึง 97% ฉีดครั้งเดียว อุ่นใจได้นานกว่า 10 ปี
หลายคนอาจเคยได้ยินว่า โรคงูสวัดเป็นแล้วเจ็บปวดทรมานมาก และนั่นไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด โรคงูสวัดเป็นโรคที่แฝงตัวอยู่ในร่างกายของผู้ที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน และสามารถปะทุขึ้นมาอีกครั้งได้เมื่อภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ แต่ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดที่มีประสิทธิภาพสูงถึง 97%
เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต การได้รับวัคซีนงูสวัด เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยป้องกันความเจ็บปวดได้ โรคงูสวัดคืออะไรและวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด จำเป็นแค่ไหน รู้ข้อมูลอย่างละเอียดก่อนฉีด
ทำความรู้จักโรคงูสวัด
โรคงูสวัด (Shingles) เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า Varicella-Zoster Virus (VZV) ซึ่งเป็นเชื้อตัวเดียวกันกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส เมื่อหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสนี้จะไม่ได้หายออกจากร่างกายไปทั้งหมด แต่จะหลบซ่อนตัวอยู่ในปมประสาทอย่างเงียบ ๆ โดยไม่ก่อให้เกิดอาการใด ๆ
เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายอ่อนแอหรือภูมิคุ้มกันลดต่ำลง ไม่ว่าจะจากอายุที่มากขึ้น ความเครียดสะสม การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือการใช้ยาบางชนิด เชื้อไวรัสที่แฝงตัวอยู่จะฟื้นตัวและกระจายไปตามเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการของโรคงูสวัดขึ้นมา โรคนี้สามารถเกิดได้กับทุกคนที่เคยเป็นอีสุกอีใส และความเสี่ยงจะยิ่งสูงขึ้นเมื่ออายุมากกว่า 50 ปี
อาการของโรคงูสวัด
อาการของโรคงูสวัดมักเริ่มต้นด้วยความรู้สึกไม่สบายตัวในบริเวณใดบริเวณหนึ่งของผิวหนัง โดยทั่วไปสามารถแบ่งการดำเนินโรคออกเป็นระยะต่าง ๆ ดังนี้
- ระยะที่ 1 มีอาการปวดศีรษะ และปวดเมื่อยตามตัว
- ระยะที่ 2 มีตุ่มน้ำเกิดขึ้น รู้สึกปวดแสบปวดร้อน คัน หรือเสียวแปลบ ๆ บริเวณผิวหนังตามแนวเส้นประสาท มีผื่นแดงขึ้นตรงบริเวณที่ปวด ตุ่มน้ำจะแตกออกเป็นแผล แล้วค่อย ๆ แห้งและตกสะเก็ดในที่สุด
- ระยะที่ 3 มีอาการเจ็บปวดเรื้อรัง แม่ไม่มีรอยโรคแล้ว ในบางเคสอาจมีการกลับมาเป็นซ้ำ (เฉลี่ยอยู่ที่ 3.9 %) ในผู้ที่อายุ 45 ปีขึ้นไป หรือบางรายมีอาการแทรกซ้อน เช่น ระบบหลอดเลือดระบบประสาท
ภาวะแทรกซ้อนจากโรคงูสวัด
โรคงูสวัดไม่ได้เป็นเพียงผื่นที่ผิวหนังธรรมดา แต่สามารถนำมาซึ่งภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่
- อาการปวดเส้นประสาทหลังเป็นงูสวัด (Postherpetic Neuralgia : PHN)
เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยที่สุด คิดเป็นประมาณ 10-15% ของผู้ป่วยงูสวัดทั้งหมด และพบสูงถึงประมาณ 85% ในผู้ป่วยที่มีอายุเกิน 50 ปี
ผู้ป่วย PHN จะมีอาการปวดแสบ ปวดร้อน หรือเสียวแปลบ ๆ คล้ายถูกมีดแทงบริเวณที่เคยเป็นผื่น แม้ว่าผื่นจะหายไปแล้วก็ตาม อาการปวดนี้อาจต่อเนื่องเป็นเดือนหรือแม้แต่หลายปี ส่งผลให้ผู้ป่วยนอนไม่หลับ ใช้ชีวิตประจำวันได้ยาก และเกิดภาวะซึมเศร้าตามมาได้
- ภาวะแทรกซ้อนทางตา (Herpes Zoster Ophthalmicus)
หากงูสวัดเกิดบริเวณใบหน้าใกล้ดวงตา อาจทำให้กระจกตาอักเสบและส่งผลต่อการมองเห็น ในกรณีรุนแรงอาจถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นถาวรได้ โดยสามารถพบอาการนี้ได้ถึง10-15% - ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท
ได้แก่ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ สมองอักเสบ หรืออัมพาตบางส่วน เนื่องจากเชื้อไวรัสอาจลุกลามไปยังหลอดเลือดสมอง - ระบบหลอดเลือดสมอง
อาจพบอาการของโรคหลอดเลือดสมองตีบจากการอักเสบของหลอดเลือด
การป้องกันโรคงูสวัด
การป้องกันโรคงูสวัดทำได้หลายทาง โดยเริ่มจากการดูแลสุขภาพพื้นฐาน ได้แก่
- รักษาสุขภาพให้แข็งแรง นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อรักษาระดับภูมิคุ้มกันของร่างกาย
- จัดการความเครียด ความเครียดเรื้อรังเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอและเพิ่มความเสี่ยงต่อการกำเริบของโรค
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่กำลังเป็นงูสวัด โดยเฉพาะในระยะที่ยังมีตุ่มน้ำใส เพราะสามารถแพร่เชื้อไวรัสให้ผู้อื่นได้
อย่างไรก็ตาม มาตรการป้องกันที่ได้ผลดีและเป็นที่ยอมรับทางการแพทย์มากที่สุดคือ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรค ลดความรุนแรงของอาการ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด ช่วยป้องกันการเกิดโรค
วัคซีนป้องกันโรคงูสวัดที่นิยมใช้ในปัจจุบัน คือ Shingrix เป็นวัคซีนรุ่นใหม่ ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2566
วัคซีนนี้ไม่ได้ใช้เชื้อไวรัสที่มีชีวิต แต่ผลิตจากโปรตีนเฉพาะของไวรัสที่เรียกว่า ไกลโคโปรตีนอี (Glycoprotein E) ซึ่งได้รับการตัดต่อทางพันธุกรรม และมีการเสริมสารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (Adjuvant System AS01B) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ทำให้วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด มีประสิทธิภาพสูงกว่าและอยู่ได้ยาวนานกว่าวัคซีนรุ่นเดิมอย่างชัดเจน
ประสิทธิภาพของวัคซีน RZV (Shingrix)
- ป้องกันโรคงูสวัดได้ 97.2% ในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
- ป้องกันโรคงูสวัดได้ 91.3% ในผู้ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป
- ป้องกันภาวะปวดเส้นประสาท (PHN) ได้ 100% ในผู้ใหญ่อายุ 50 ปีขึ้นไป
- ยังคงมีประสิทธิภาพป้องกันโรคงูสวัดได้ 79.8% ในระยะเวลา 5-11 ปี และ 87.7 % ในระยะเวลา 11 ปี เมื่อฉีดครบ 2 เข็ม
วัคซีนป้องกันโรคงูสวัดฉีดอย่างไร?
วัคซีน RZV (Shingrix) ฉีดเข้าทางกล้ามเนื้อบริเวณต้นแขน (Deltoid muscle) ในปริมาณ 0.5 มล. ต่อเข็ม ไม่ควรฉีดเข้าหลอดเลือดหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ควรทำโดยแพทย์หรือพยาบาลวิชาชีพในสถานพยาบาลเท่านั้น
ข้อควรทราบก่อนฉีด
- ไม่จำเป็นต้องตรวจหาภูมิคุ้มกันโรค (Varicella IgG) ก่อน สามารถฉีดได้เลยไม่ว่าจะเคยหรือไม่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน
- หากกำลังเป็นงูสวัดอยู่ในขณะนั้น ต้องรักษาให้อาการหายดีก่อนแล้วจึงค่อยฉีดวัคซีน
- หากเคยเป็นงูสวัดมาก่อน สามารถฉีดวัคซีนได้โดยเว้นระยะห่างหลังจากหายจากงูสวัดอย่างน้อย 6 เดือน
วัคซีนป้องกันงูสวัดฉีดกี่เข็ม?
วัคซีน RZV (Shingrix) ต้องฉีดครบ 2 เข็ม เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการป้องกันสูงสุด โดยระยะห่างระหว่างเข็มจะแตกต่างกันตามกลุ่มผู้รับวัคซีน ดังนี้
| กลุ่มผู้รับวัคซีน | จำนวนเข็ม | ระยะห่างระหว่างเข็ม |
| ผู้ใหญ่อายุ 50 ปีขึ้นไป (ทั่วไป) | 2 เข็ม | ห่างกัน 2-6 เดือน |
| ผู้ที่อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง | 2 เข็ม | ห่างกัน 1-2 เดือน |
หมายเหตุ: หากได้รับเข็มที่ 2 ก่อน 4 สัปดาห์หลังจากเข็มแรก ควรได้รับการฉีดซ้ำใหม่อีกครั้ง
ใครควรได้รับวัคซีนงูสวัด?
องค์กรทางการแพทย์และแนวทางเวชปฏิบัติของไทยแนะนำให้ผู้ที่อยู่ในกลุ่มต่อไปนี้ควรเข้ารับวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด
- ผู้ใหญ่ทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคและภาวะแทรกซ้อนรุนแรงสูงที่สุด
- ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ (อายุ 18 ปีขึ้นไป)
- ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องจากโรคหรือจากการรับยา
- ผู้ป่วยที่รับยาสเตียรอยด์หรือยากดภูมิคุ้มกัน
- ผู้ที่กำลังรับการรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา
- ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
- ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง
- ผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง
- ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด
- ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี
- ผู้ป่วยโรคมะเร็ง หรือผู้ที่มีความผิดปกติทางระบบเลือด
กรณีผู้ที่เคยฉีดวัคซีนชนิดเดิมมาก่อน (ZVL/Skyzoster) สามารถรับวัคซีน RZV (Shingrix) ได้ โดยเว้นระยะห่างจากวัคซีนชนิดเดิมอย่างน้อย 2 เดือน เพื่อเพิ่มระดับการป้องกันให้ดียิ่งขึ้นส่วนในกรณีผู้ที่เคยเป็นงูสวัดมาก่อน สามารถรับวัคซีนได้ เพราะมีโอกาสเป็นซ้ำได้โดยเว้นระยะห่างหลังจากหายจากงูสวัดอย่างน้อย 3- 6 เดือน
บุคคลที่ควรระวังในการฉีดวัคซีนงูสวัด Shingrix
แม้วัคซีน RZV (Shingrix) จะมีความปลอดภัยสูง แต่มีบุคคลบางกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยงหรือปรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีน ได้แก่
- ผู้ที่มีประวัติแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) ต่อส่วนประกอบใด ๆ ของวัคซีน รวมถึงผู้ที่เคยแพ้วัคซีนอีสุกอีใสรุ่นก่อน
- หญิงตั้งครรภ์ ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีน RZV ในระหว่างตั้งครรภ์ ควรรอให้คลอดบุตรก่อน (สำหรับหญิงให้นมบุตรไม่มีข้อห้าม)
- ผู้ที่กำลังป่วยเป็นงูสวัดอยู่ ควรรักษาให้หายก่อนแล้วจึงค่อยนัดฉีดวัคซีน
- ผู้ที่มีไข้สูงหรืออาการป่วยเฉียบพลัน ควรรอให้หายดีก่อน
วัคซีนงูสวัด Shingrix เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย จึงปลอดภัยสำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งแตกต่างจากวัคซีนชนิดเชื้อเป็นรุ่นเดิมที่ห้ามใช้ในกลุ่มนี้ อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีนทุกครั้ง
อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังรับวัคซีน
อาการข้างเคียงหลังรับวัคซีน RZV มักไม่รุนแรงและหายได้เองภายใน 2-3 วัน โดยอาการที่พบได้บ่อย ได้แก่
- ปวด บวม แดงบริเวณที่ฉีด
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและอ่อนเพลีย
- ปวดศีรษะ
- หนาวสั่น
- มีไข้ต่ำ ๆ
- อาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ ปวดท้อง
อาการเหล่านี้มักเป็นสัญญาณที่ดี แสดงว่าร่างกายกำลังสร้างภูมิคุ้มกัน หากอาการเกิดขึ้นนานเกิน 2-3 วัน หรืออาการรุนแรง ควรรีบพบแพทย์
คำแนะนำหลังได้รับวัคซีนงูสวัด
เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดหลังรับวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด ควรปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้
- นั่งพักสังเกตอาการหลังฉีดวัคซีนอย่างน้อย 15–30 นาที เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ดูแลหากเกิดอาการผิดปกติ
- ในช่วง 2-3 วันหลังฉีด หากปวดหรือบวมแดงบริเวณที่ฉีด สามารถประคบเย็นได้ และรับประทานยาแก้ปวดตามคำแนะนำของแพทย์
- หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่หนักเกินไปในวันแรกหลังรับวัคซีน
- ดื่มน้ำให้เพียงพอและพักผ่อนให้มากขึ้น
หมายเหตุ : การนัดฉีดเข็มที่ 2 ตามกำหนด (ห่างกัน 2–6 เดือน หรือตามคำแนะนำแพทย์) การรับวัคซีนครบ 2 เข็มมีความสำคัญอย่างมากต่อการสร้างภูมิคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพ
สรุปวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด ลดความเสี่ยงการเกิดงูสวัดได้
โรคงูสวัดไม่ใช่เพียงโรคที่เกิดผื่นคันแล้วหาย แต่สามารถนำมาซึ่งความทรมานจากภาวะปวดเส้นประสาทที่อาจยาวนานเป็นปี ๆ และภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอื่น ๆ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด โดยเฉพาะวัคซีนชนิดใหม่ Shingrix ถือเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันโรคและภาวะแทรกซ้อนในปัจจุบัน และสามารถป้องกันได้ยาวนานกว่า 10 ปี การฉีดวัคซีนจึงเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพที่คุ้มค่า ลดทั้งความเจ็บปวด ค่ารักษาพยาบาล และรักษาคุณภาพชีวิตในระยะยาว
หากคุณและคนในครอบครัว ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและวางแผนการฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดโดยเร็ว เพราะการป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ
พญ. สุพิชชา องกิตติกุล (ว.35222)
แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรมโรคติดเชื้อ
โรงพยาบาลพญาไท 3

