การให้ยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งทางนรีเวช

Image

แชร์


การให้ยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งทางนรีเวช

โรคมะเร็งในระบบอวัยวะสืบพันธุ์สตรี ประกอบไปด้วยมะเร็งที่สามารถเกิดขึ้นได้หลายจุด เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งรังไข่  มะเร็งมดลูก  ส่วนมะเร็งที่อวัยวะสืบพันธุ์ (ช่องคลอดหรืออวัยวะเพศ) ก็มี แต่พบได้น้อย  โรคมะเร็งที่พบมากในสตรีเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านม คือ มะเร็งปากมดลูก  ซึ่งถือเป็นภัยเงียบ เพราะมะเร็งปากมดลูกส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสก่อมะเร็ง HPV  ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่ไม่แสดงอาการ  หากคนไข้ติดเชื้อ HPV แล้ว ไม่ได้ตรวจคัดกรองเลย เมื่อเวลาผ่านไปหลายปีเซลล์ก็จะเปลี่ยนกลายเป็นมะเร็ง

แพทย์หญิงถนอมศิริ สติฐิต สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งทางนรีเวช พูดถึงวิธีรักษาโรคมะเร็งในระบบอวัยวะสืบพันธุ์สตรีว่า ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคการรักษาโรคจำพวกนี้มีตั้งแต่การผ่าตัด ฉายแสง และให้ยาเคมีบำบัด  ในสมัยก่อนเมื่อประมาณ 10-20 ปีที่แล้ว คนไทยยังกลัวการให้ยาเคมีบำบัดมาก เพราะกลัวการถูกแทงเส้นให้น้ำเกลือหลายๆครั้ง กลัวการถูกเจาะเลือดบ่อยๆ กลัวอาการข้างเคียงจากยาเคมีบำบัด แต่ปัจจุบันนี้การรักษาโรคมะเร็ง พัฒนาไปไกลมาก  วงการแพทย์มียาใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รักษาได้ผลดีมาก (แต่ราคาค่อนข้างแพง)เช่นยาในกลุ่มtargeted  เพราะฉะนั้นโรคมะเร็งทางนรีเวชในปัจจุบันจึงมีโอกาสหายได้มากขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับระยะของโรคเมื่อพบ และขึ้นอยู่กับความร่วมมือของคนไข้ด้วย คนไข้ต้องไม่กลัวการให้ยาเคมี เนื่องจากปัจจุบันนี้การให้ยาเคมีมีวิธีที่ทำให้คนไข้ได้รับความสะดวกสบาย ขึ้นแล้ว  ด้วยการฝังพอร์ตหรือแป้นสำหรับให้ยาและยังใช้เป็นที่ให้น้ำเกลือและดูดเลือด ไว้ใต้ชั้นผิวหนังของคนไข้

พอร์ต (Port A Cath) คือ แป้นกลมๆ ขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร ใช้เสียบเข็มสำหรับให้น้ำเกลือ ดูดเลือด หรือให้ยา ซึ่งแพทย์จะฝังไว้ใต้ชั้นผิวหนังคนไข้ (อาจจะฝังไว้ที่หน้าอกหรือท้องแขนก็ได้) เพื่อเชื่อมต่อไว้กับเส้นเลือดดำใหญ่ เมื่อแพทย์ต้องการให้น้ำเกลือ  เจาะเลือด  หรือให้ยาเคมีบำบัดแก่คนไข้ ก็สามารถคลำหาพอร์ตนี้ แล้วเสียบเข็มได้เลย  โดยศัลยแพทย์ทางระบบหลอดเลือดจะเป็นคนฝังพอร์ตให้คนไข้  เมื่อฝังพอร์ตแล้ว คนไข้สามารถอาบน้ำได้ตามปกติ  ส่วนตัวพอร์ตที่ฝังไว้ก็สามารถอยู่ได้หลายสิบปี  คุณหมอกล่าวว่า “ใน อเมริกา คนไข้ที่ต้องให้ยาเคมีบำบัดจะฝังพอร์ตนี้แทบทุกราย เพราะมันประหยัดเส้นเลือด ไม่ทำให้เส้นเลือดส่วนอื่นๆ เสีย เราเก็บเส้นเลือดไว้ทำอย่างอื่นได้ เพราะยาเคมีบางชนิด ถ้ารั่วออกมาจากเส้นเลือด มันจะทำให้ผิวหนังเปื่อยยุ่ยได้ และจะเกิดภาวะเน่าของผิวหนังบริเวณที่ยาเคมีรั่วออกมาแม้กระทั่งการให้ยา เคมีบำบัดหลายๆครั้งก็จะทำให้เส้นเลือดแข็งและเสียได้ เพราะฉะนั้นถ้าเลือกได้ฝังพอร์ตได้จะดีกว่า”

การให้ยาเคมีบำบัดนั้น แพทย์จะให้แก่คนไข้โรคมะเร็งเมื่อมีความจำเป็น  อย่างมะเร็งปากมดลูกแพทย์จะให้ยาเคมีบำบัดในระยะที่กลับมาเป็นซ้ำ กรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดหรือฉายแสงได้ หรือเป็นในระยะลุกลามแล้ว หรือบางครั้งก็มีการใช้การฉายแสงร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดในการรักษา  ส่วนมะเร็งรังไข่ต้องให้ยาเคมีบำบัดภายหลังการผ่าตัดเพื่อกำหนดระยะของโรค

คุณหมอพูดถึงอาการที่ต้องระวังคือ “การมีตกขาวผิดปกติ มีเลือดออกผิดปกติ หรือแม้กระทั่งการมีเลือดออกระหว่างมีเพศสัมพันธ์ โดยทั่วไปในผู้หญิงปกติประจำเดือนต้องมาตรงเวลา คือมาทุก 28 วัน บวกลบ 7 ถ้ามามากผิดปกติ ออกเป็นลิ่มๆ เหมือนก้อนเลือด วันหนึ่งใช้ผ้าอนามัยเป็นกล่องๆ หรือมีเลือดออกกระปริดกระปรอยอยู่ระหว่างรอบประจำเดือน หรือประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ จำเป็นต้องมาตรวจภายใน อีกกรณีหนึ่งคือเรามักจะพบว่าโรคมะเร็งรังไข่ กลุ่มคนไข้กลุ่มนี้มักมาพบหมอเมื่อเป็นเยอะแล้ว อาการส่วนใหญ่มีน้ำในท้องแล้วบ้าง ท้องโตแล้วบ้าง บางทีท้องอืด แน่นท้อง คนไข้ไม่ได้ตรวจภายในอย่างสมำเสมอคิดว่าไม่เป็นอะไรมากได้แต่กินยาลดกรด กินยาแก้ท้องอืดอยู่นานๆ จริงๆ แล้วมันมีก้อนในท้อง เพราะมะเร็งรังไข่ไม่มีการตรวจคัดกรองที่ดีไม่เหมือนมะเร็งปากมดลูก” 

ดังนั้นแนวโน้มของโรคมะเร็งทางนรีเวชในปัจจุบันนั้น ยังพบได้สูงอยู่  สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากผู้หญิงเข้าถึงระบบคัดกรองน้อย  เพราะส่วนใหญ่อายที่จะตรวจภายใน อีกทั้งการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกให้กับเด็กยังไม่ถูกบรรจุเป็น วัคซีนแห่งชาติ  คุณหมอแนะนำว่า “ผู้หญิง ทุกคนควรมาตรวจภายในและตรวจคัดกรองฯ  ถ้าเป็นเด็กๆ แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก แต่วัคซีนป้องกันไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์  แพทย์ก็ยังแนะนำว่าพออายุถึงเกณฑ์คือ 30 ปี ในกรณีที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ควรเช็คมะเร็งปากมดลูก ถ้ามีเพศสัมพันธ์แล้ว หลังมีเพศสัมพันธ์ 3 ปี ควรมาตรวจ และต้องตรวจเป็นประจำทุกปี ซึ่งการตรวจคัดกรองจริงๆ ไม่น่ากลัว เพราะเราใช้เครื่องมือตัวเล็กๆ ใส่เข้าไปในช่องคลอด แล้วป้ายเอาเซลล์ที่ปากมดลูกไปตรวจ ซึ่งใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีในการตรวจหรือสำหรับผู้หญิงขี้อาย ตอนนี้เริ่มมีอุปกรณ์ลักษณะคล้ายปากกาใช้สำหรับให้ผู้หญิงเก็บเซลล์ที่ปาก มดลูกด้วยตัวเอง อุปกรณ์นี้จะหาซื้อได้ตามร้านขายยา แต่วิธีนี้มีข้อเสียคือแพทย์ไม่ได้ตรวจภายใน ซึ่งเราจะไม่รู้ว่าคนไข้มีเรื่องเนื้องอกหรือมีอย่างอื่นด้วยหรือเปล่า  ดังนั้นการที่เราวิ่งหนีการตรวจคัดกรอง แล้วไปเจอตอนที่มันเป็นเยอะแล้ว มันไม่คุ้มค่ากัน” ดังนั้นสิ่งที่ผู้หญิง ทั้งหลายควรตระหนักและให้ความสำคัญ ก็คือการตรวจภายในและตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นการป้องกันโรคแต่เนิ่นๆ เพราะหากพบโรคมะเร็งตั้งแต่ระยะต้นๆ ความก้าวหน้าในการรักษาโรคนี้ในปัจจุบัน สามารถรักษาให้หายได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

 

พญ. ถนอมศิริ สติฐิต
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งนรีเวช
ศูนย์สุขภาพหญิง โรงพยาบาลพญาไท 2

Loading...

แชร์


Loading...

การให้ยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งทางนรีเวช