ช่วงปิดเทอมใหญ่ คือเวลาที่เด็ก ๆ รอคอย เพราะได้ออกจากห้องเรียน ไปวิ่งเล่น ออกกำลังกาย และใช้ชีวิตกลางแจ้งอย่างเต็มที่ แต่ในขณะเดียวกัน ช่วงนี้ก็มาพร้อมกับ อากาศร้อนจัดที่สุดของปี ซึ่งอาจแฝงอันตรายที่ผู้ปกครองไม่ควรมองข้าม นั่นคือ “โรคลมแดด” หรือ “ฮีทสโตรก (Heat Stroke)”
โดยเฉพาะในเด็กเล็ก เด็กวัยประถม หรือเด็กที่กำลังเพลิดเพลินกับกิจกรรม มักไม่รู้ตัวว่าร่างกายกำลังส่งสัญญาณเตือน หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาการอาจรุนแรงได้อย่างรวดเร็ว และอาจอันตรายถึงชีวิตไม่ต่างจากผู้ใหญ่
กลไกร่างกายกับความร้อน ทำไมเด็กถึงเสี่ยงฮีทสโตรกง่ายกว่าที่คิด
โดยปกติ ร่างกายมนุษย์จะมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 36.1–37 องศาเซลเซียส ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เพราะร่างกายมีการสร้างความร้อนจากกระบวนการเผาผลาญพลังงานอยู่ตลอดเวลา
เมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นจาก
- การออกกำลังกาย
- การอยู่ในสภาพอากาศร้อนหรืออบอ้าว
- การขาดน้ำ
ร่างกายจะพยายามระบายความร้อนออก 2 วิธีหลัก คือ
- การถ่ายเทความร้อนออกสู่สิ่งแวดล้อม
- การขับเหงื่อเพื่อนำความร้อนออกจากร่างกาย
แต่หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ร้อนจัด อากาศไม่ถ่ายเท หรือร่างกายมีน้ำไม่เพียงพอ กลไกเหล่านี้จะล้มเหลว ส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเข้าสู่ภาวะฮีทสโตรกในที่สุด เพราะเด็กมีระบบควบคุมอุณหภูมิที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ จึงเสี่ยงต่อฮีทสโตรกมากกว่าผู้ใหญ่
ฮีทสโตรกในเด็ก คืออะไร และอันตรายแค่ไหน
ฮีทสโตรก (Heat Stroke) หรือโรคลมแดด คือ ภาวะที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ ทำให้อุณหภูมิภายในสูงเกิน 40–41 องศาเซลเซียส และส่งผลกระทบต่อสมอง หัวใจ และอวัยวะสำคัญอย่างรวดเร็ว ความอันตรายของฮีทสโตรกคือ
- อาการเกิดเร็ว
- เด็กอาจไม่สามารถบอกความผิดปกติของตนเองได้
- หากช่วยเหลือไม่ทัน อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหรือเสียชีวิต
สัญญาณเตือนฮีทสโตรกในเด็ก ที่พ่อแม่ต้องสังเกต
- อ่อนเพลียผิดปกติ เล่นต่อไม่ไหว
- ตัวแดงเหมือนมีไข้ แต่เมื่อจับกลับรู้สึกตัวเย็น
- คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ
- กระวนกระวาย สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง
- กล้ามเนื้อเป็นตะคริว
- ผิวหนังแห้ง ไม่มีเหงื่อ
- ชีพจรเต้นเร็วและแรง
- หมดสติ (ในรายรุนแรง)
วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อเด็กมีอาการฮีทสโตรก
การลดอุณหภูมิร่างกายอย่างถูกวิธี มีส่วนสำคัญในการช่วยชีวิตเด็ก ควรทำดังนี้
- พาเด็กออกจากบริเวณร้อน ไปยังที่ร่มหรือห้องแอร์
- จัดให้นอนราบ ยกเท้าสูงเล็กน้อย
- คลายหรือปลดเสื้อผ้าที่รัดแน่น
- ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว โดยเฉพาะซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ
- หากเด็กยังรู้สึกตัว ให้จิบน้ำทีละน้อย
- รีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด
ไม่ควรใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งราดตัว เพราะอาจทำให้ร่างกายช็อกหรือเกิดตะคริวรุนแรง
ป้องกันฮีทสโตรกในเด็ก ทำได้ตั้งแต่ก่อนออกจากบ้าน
การป้องกันคือวิธีที่ดีที่สุด โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอมและฤดูร้อน
- หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งช่วงแดดจัด (10.00–16.00 น.)
- เลือกเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี สีอ่อน
- สวมหมวกหรืออุปกรณ์กันแดด
- ให้เด็กดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอ แม้ไม่รู้สึกกระหาย
- จัดเวลาพักเป็นระยะ ไม่เล่นต่อเนื่องนานเกินไป
เด็กกลุ่มเสี่ยงที่ควรระวังเป็นพิเศษ
- เด็กอ้วนหรือมีน้ำหนักเกิน
- เด็กที่มีโรคประจำตัว
- เด็กที่ต้องใช้ยาบางชนิด
ควรพิจารณาลดกิจกรรมหรือหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่อากาศร้อนจัด
ฮีทสโตรกเกิดได้กับทุกวัย แต่สำหรับเด็กความไร้เดียงสาและความเพลิดเพลินกับกิจกรรม อาจทำให้มองข้ามสัญญาณอันตรายของร่างกายได้ง่าย
พ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้จัดกิจกรรม ควรตระหนักและใส่ใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง การรู้เท่าทันอาการ ป้องกันอย่างเหมาะสม และรีบพบแพทย์เมื่อมีความผิดปกติ คือกุญแจสำคัญในการปกป้องชีวิตและสุขภาพของเด็ก ๆ ในช่วงปิดเทอมและหน้าร้อนนี้
ผศ. พญ. ชิดชนก เธียรผาติ
กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาท
โรงพยาบาลพญาไท 2
