อาการ “ไอ” เป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติของร่างกายที่พยายามขับสิ่งแปลกปลอมออกจากทางเดินหายใจ แต่หากคุณมีอาการ “ไอเรื้อรัง” ที่ไม่หายสักทีภายใน 3 สัปดาห์ขึ้นไป หรือไอติดต่อกันนานเกิน 8 สัปดาห์โดยไม่ทราบสาเหตุ อาจไม่ใช่เพียงแค่ไข้หวัดธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณของโรคในระบบทางเดินหายใจหรือลึกไปถึง “โรคปอด” ที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและดูแลโดยแพทย์เฉพาะทาง
ไอเรื้อรัง (Chronic Cough) คืออาการไอที่คงอยู่ต่อเนื่องนานเกิน 8 สัปดาห์ในผู้ใหญ่ หรือ เกิน 4 สัปดาห์ในเด็ก ซึ่งแตกต่างจากการไอทั่วไปที่มักหายได้ภายในระยะเวลาไม่กี่วันถึงสองสัปดาห์ อาการไอเรื้อรังอาจเป็นเพียงอาการเดียวที่เกิดขึ้น หรือเกิดร่วมกับอาการอื่น เช่น เสมหะ เจ็บคอ เสียงแหบ หอบเหนื่อย หรือแน่นหน้าอก ซึ่งบ่งบอกได้ถึงความผิดปกติในระบบทางเดินหายใจ หรือแม้แต่ระบบอื่นในร่างกาย
อาการไอ (Cough) สามารถจำแนกได้หลายรูปแบบตามลักษณะของไอ ระยะเวลา และความรุนแรง เพื่อช่วยวินิจฉัยและวางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ โดยสามารถแบ่งออกได้ดังนี้
ชนิดของอาการไอ (Types of Cough)
- ไอแห้ง (Dry Cough) ไม่มีเสมหะ หรือมีเสมหะเล็กน้อย มักเกิดจากการระคายเคืองของเยื่อบุทางเดินหายใจ เช่น จากโรคไวรัส, ภูมิแพ้, หรือกรดไหลย้อน อาจพบในโรคหืด, ไอจากการใช้ยาความดันกลุ่ม ACE inhibitor
- ไอมีเสมหะ (Productive or Wet Cough) มีเสมหะขับออกมาในระหว่างหรือหลังไอ มักเกิดจากการติดเชื้อ เช่น หลอดลมอักเสบ, ปอดอักเสบ, วัณโรค หรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (เช่น COPD)
- ไอเป็นชุด (Paroxysmal Cough) ไอเป็นชุดติดต่อกันนาน ๆ จนหายใจไม่ทัน พบบ่อยในไอกรน (Pertussis) หรือโรคบางชนิดในเด็ก
- ไอเสียงแหบ/ไอกระแอม (Throat-clearing Cough) รู้สึกระคายคอเหมือนมีเสมหะค้าง ต้องกระแอมบ่อย ๆ มักเกี่ยวข้องกับโรคกรดไหลย้อน, ภูมิแพ้ หรือโรคโพรงจมูกไหลย้อน (Postnasal drip)
ระดับของอาการไอ (Severity of Cough)
- ไอเฉียบพลัน (Acute Cough) ระยะเวลาน้อยกว่า 3 สัปดาห์
- ไอกึ่งเรื้อรัง (Subacute Cough) ระยะเวลา 3–8 สัปดาห์
- ไอเรื้อรัง (Chronic Cough) ระยะเวลา เกิน 8 สัปดาห์
หากอาการไอมีลักษณะใดต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางโรคปอดทันที
- ไอเป็นเลือด หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ไอเสียงลึกจากหน้าอก หรือมีเสมหะเรื้อรัง
- ไอจนเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก หรือเจ็บหน้าอก
- ไอไม่หายแม้รับประทานยามาแล้ว
สาเหตุของไอเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับโรคทางปอด
อาการไอเรื้อรังสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับปอดและทางเดินหายใจ เช่น
- โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ผู้ป่วยมักมีประวัติสูบบุหรี่หรือสัมผัสมลภาวะระยะยาว อาการเด่นคือ ไอมีเสมหะ หายใจหอบเหนื่อย และเหนื่อยง่าย
- โรคหืด (Asthma) ไอมากตอนกลางคืนหรือเช้ามืด ร่วมกับหายใจเสียงวี้ดหรือแน่นหน้าอก
- หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ไอเรื้อรังจากการติดเชื้อบ่อย ๆ หรือภูมิแพ้ ซึ่งต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
- วัณโรคปอด อาการไอเรื้อรัง น้ำหนักลด เหงื่อออกกลางคืน หรือไอเป็นเลือด มีไข้ พบได้ในผู้ที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หรือมีประวัติเสี่ยง
- มะเร็งปอด หากมีไอเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุร่วมกับน้ำหนักลด เจ็บหน้าอก หรือไอเป็นเลือด ควรพบแพทย์ทันที
ทำไมจึงควรพบแพทย์เฉพาะทางโรคปอด?
การตรวจวินิจฉัยอาการไอเรื้อรังจำเป็นต้องมีการประเมินโดยละเอียดโดยแพทย์เฉพาะทางด้านโรคปอด (Pulmonologist) มีความชำนาญในการประเมิน วิเคราะห์ และวางแผนการรักษาอย่างตรงจุด ช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง โดยมีวิธีวินิจฉัยอาการ ดังนี้
- การตรวจสมรรถภาพปอด (Spirometry) เพื่อวินิจฉัยโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
- การตรวจวัดระดับก๊าซไนตริกออกไซด์ในลมหายใจ (Fractional exhaled nitric oxide) เพื่อช่วยวินิจฉัย ประเมินความรุนแรงของโรค และติดตามอาการโรคหืด
- การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทรวงอกด้วยปริมาณรังสีต่ำ (Low dose CT scan chest) ให้คัดกรองก้อนเนื้อหรือมะเร็งปอดเบื้องต้น
- การส่องกล้องหลอดลมปอด (Bronchoscopy) ช่วยวินิจฉัยโรคปอดอักเสบติดเชื้อและช่วยตัดชิ้นเนื้อปอดที่สงสัยเนื้อมะเร็ง
- การตรวจสมรรถภาพปอดและหัวใจ (Cardiopulmonary exercise test , CPET) ช่วยประเมินสาเหตุอาการเหนื่อยระหว่างหัวใจและปอด
- การส่องกล้องเยื่อหุ้มปอด (Pleuroscopy) ช่วยในการวินิจฉัยและรักษาสาเหตุของน้ำในเยื่อหุ้มปอด
วิธีการรักษา
- การให้ยาฆ่าเชื้อในกรณีวัณโรคปอด
- การให้ยาสูดขยายหลอดลมในกรณีโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรัง
- การให้ยาเคมีบำบัด ฉายรังสี หรือผ่าตัดในกรณีมะเร็งปอด
อย่าปล่อยให้ “อาการไอเรื้อรัง” เป็นเรื่องธรรมดา
หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการไอต่อเนื่องนานเกิน 8 สัปดาห์ ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคปอดร้ายแรง เช่น มะเร็งปอด วัณโรค หรือโรคปอดเรื้อรัง ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบทางเดินหายใจ เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงและเริ่มต้นการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม เพราะการตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่น ๆ คือกุญแจสำคัญในการป้องกันโรคร้ายแรงและดูแลสุขภาพปอดของคุณให้อยู่กับคุณไปได้อีกยาวนาน
นพ. ชนทัต ไตรทอง
อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจ และเวชบำบัดวิกฤตทางเดินหายใจ
รพ.พญาไท 2
