ลูกเป็นลม..หากปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดอาการร้ายแรง

Image

แชร์


ลูกเป็นลม..หากปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดอาการร้ายแรง

ภาวะเป็นลม เป็นภาวะที่เด็กเป็นลมหมดสติ ไม่รู้สึกตัวไปชั่วขณะ เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันในระยะเวลาสั้นๆ พบได้ในเด็กโตและวัยรุ่น อายุ 8-18 ปี อาการมักเกิดขึ้นแบบฉับพลัน ทำให้ตกใจทั้งตัวเด็กและพ่อแม่ โดยทั่วไปแล้วอาการนี้จะเกิดจากการขาดออกซิเจนไปยังสมอง เป็นปัจจัยที่มีภัยอันสำคัญทำให้การวินิจฉัยและการจัดการกับโรคนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งต้องใช้ประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพื่อแยกภาวะเป็นลมออกจากภาวะชัก (Seizure) ที่มักจะมีอาการเกร็งกระตุก และความผิดปกติอย่างถาวรของสมองร่วมด้วย

 

สังเกตอาการของเด็กเป็นลม ได้คือ

  1. หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ
  2. ตัวเย็น เหงื่อออก
  3. มองเห็นภาพเลือนราง
  4. อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
  5. คลื่นไส้ อาเจียน
  6. หมดสติ (ในบางราย)

 

สาเหตุของภาวะเป็นลมหลักๆ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

1. กลุ่มภาวะเป็นลมที่ไม่รุนแรง หรือ Common fainting

เป็นสาเหตุของการเป็นลมที่พบบ่อยที่สุด มักพบในวัยรุ่นและเพศหญิง เกิดจากระบบประสาทและเส้นเลือดทำงานไม่สมดุลกัน (Neurocardiogenic syncope) ภาวะที่ทำให้เส้นเลือดผิดปกติบางอย่าง เช่นยืนนาน ๆ จนเลือดไปคั่งที่ขา ไม่สบายขาดน้ำ หรือตื่นเต้นตกใจ ทำให้เส้นเลือดส่งเลือดกลับหัวใจน้อยลง หัวใจบีบช้าลงและไม่เพียงพอไปเลี้ยงสมอง เด็กจึงเป็นลมหมดสติชั่วครู่ จากนั้นระบบป้องกันตัวเองของร่างกายจะทำงาน โดยระบบประสาทจะสั่งการให้หัวใจบีบตัวแรงขึ้น เพื่อให้เลือดโหลเวียนไปเลี้ยงสมองให้เพียงพอ เด็กจะฟื้นตัวขึ้นมาปกติ

 

อาการเป็นลมในกลุ่มนี้ถือว่าไม่รุนแรง ไม่เกิดอันตรายและไม่ส่งผลถาวรต่อสมอง (benign) เพียงสังเกตและหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการ ก็จะช่วยให้อาการดีขึ้นได้ แต่หากมีอาการบ่อย แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาช่วยปรับสมดุลการทำงานของร่างกาย เพื่อลดความถี่และความรุนแรงลงได้

 

2. กลุ่มภาวะเป็นลมที่มีสาเหตุมาจากโรคหัวใจ หรือ Cardiac syncope พบได้น้อยกว่ามาก อาจเป็นสัญญาณของปัญหาในระบบหัวใจ มักเกิดอาการขณะออกแรงหรือออกกำลังกาย แม้ว่าจะพบได้น้อยกว่าภาวะเป็นลมธรรมดา แต่ถือเป็นภาวะผิดปกติที่อาจก่อให้เกิดความร้ายแรงตามมา ควรได้รับการตรวจรักษาโดยเร็ว โดยภาวะเป็นลมที่มีสาเหตุมาจากโรคหัวใจ มักมาจาก

  • คลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจเต้นช้าหรือหัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ (tachy/bradyarrhythmia) ล้วนทำให้หัวใจบีบตัวได้น้อยลง ไม่สามารถส่งเลือดไปสมองได้เพียงพอ เด็กจึงเป็นลมหมดสติได้เช่นกัน บางรายอาจมีอาการใจสั่น เจ็บหน้าอกเป็นสัญญาณนำมาก่อน ในกลุ่มนี้มักถ่ายทอดทางพันธุกรรม จึงมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจร่วมด้วย วินิจฉัยจากการตรวจกระแสไฟฟ้าที่กล้ามเนื้อหัวใจผลิตออกมาขณะหัวใจบีบตัว (Electrocardiogram; ECG/EKG) ซึ่งเป็นการตรวจที่ง่าย ใช้เวลาไม่นาน ไม่เจ็บตัว และสามารถคัดกรองความผิดปกติที่รุนแรงอันตรายออกไปได้
  • กล้ามเนื้อหรือโครงสร้างหัวใจผิดปกติ ลิ้นหัวใจตีบ ลิ้นหัวใจรั่ว และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนาหรือบางตัวกว่าปกติ ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจแย่ลง ไม่เพียงพอต่อการทำงานของร่างกาย ในกลุ่มนี้ผู้ป่วยอาจจะเหนื่อยง่ายกว่าปกติ เล่นได้น้อยกว่าเด็กวัยเดียวกัน น้ำหนักขึ้นช้า และตรวจร่างกายพบเสียงหัวใจฟู่ได้
  • เส้นเลือดไปเลี้ยงหัวใจผิดปกติ กลุ่มความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดของเส้นเลือดหัวใจ เช่นภาวะความดันในปอดสูง หรือกลุ่มที่มาเป็นภายหลังทำให้เส้นเลือดหัวใจโป่งพอง เช่น โรคคาวาซากิ (Kawasaki disease)

 

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อเด็กเป็นลมหมดสติ

  1. จับเด็กนอนบนพื้นราบ เพื่อความปลอดภัย ป้องกันการพลัดตกหกล้ม
  2. อยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเท คลายเสื้อผ้าที่รัดแน่นเกินไป
  3. ไม่ล้วงคอ และไม่นำสิ่งของแปลกปลอมเข้าไปในปากเด็ก เพื่อป้องกันทางเดินหายใจถูกอุดกั้น
  4. เรียกให้เด็กรู้สึกตัว หากสามารถทำได้ ให้ถ่าย VDO อาการของเด็ก เพื่อช่วยวินิจฉัยแยกกับภาวะซัก
  5. มาพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กอาการและหาสาเหตุ แต่หากเป็นลมนานกว่า 2 นาที แนะนำให้มาพบแพทย์ทันที

 

เมื่อไรที่ควรพาเด็กมาพบแพทย์

เมื่อไรก็ตามที่เด็กเป็นลมหมดสติควรพามาพบแพทย์ เนื่องจากอาการภาวะเป็นลมในเด็กส่วนใหญ่มักไม่รุนแรงและหายไปเองภายในเวลาไม่กี่นาที อย่างไรก็ตาม หากเด็กมีอาการเป็นลมบ่อยๆ โดยปกติแล้วผู้ปกครองมักจะคิดว่าเด็กเป็นลมแดด ซึ่งเป็นอาการที่พบได้โดยทั่วไปถึง 80% แต่อีก 10-20% อาจจะแฝงด้วยโรคอื่นที่มีอาการรุนแรงมากกว่านั้น ทางที่ดีควรพาเด็กมาตรวจเพื่อให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุ และวางแนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้องอย่างเหมาะสม ตลอดจนการป้องกันการเกิดซ้ำและเป็นอันตรายได้

Loading...

แชร์


Loading...