มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในผู้หญิงไทย ซึ่งปัจจุบันมีวิธีการตรวจคัดกรองที่หลากหลาย การเลือกวิธีตรวจคัดกรองที่เหมาะสมและอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นการตอบโจทย์ความคุ้มค่าและคุณค่าการมีสุขภาพดี เพราะเป็นทั้งการเฝ้าระวังและเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาด โดยการตรวจพบเร็วมักมีค่าใช้จ่ายในการรักษาที่น้อยกว่า มีอัตราการสงวนเต้านมไว้ได้สูงขึ้น ซึ่งมีคุณค่าทางด้านจิตใจ ในความเป็นผู้หญิง
4 วิธีตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม
- การตรวจเต้านมด้วยตนเอง : สามารถทำการตรวจได้ทุกช่างอายุ ควรคลำและสังเกตความเปลี่ยนแปลงของเต้านมด้วยตนเองเดือนละ 1 ครั้ง โดยวัยที่ยังมีประจำเดือนควรทำหลังหมดประจำเดือน 7-10 วัน เพราะเป็นช่วงที่เต้านมจะอ่อนนุ่มไม่คัดตึง
- การตรวจเต้านมโดยแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ : อายุ 20 ปีขึ้นไปควรตรวจทุก 3 ปี อายุ 40 ปีขึ้นไปควรตรวจทุกปี
- การตรวจอัลตราซาวด์เต้านม : สามารถแยกให้เห็นระหว่างเนื้อเยื่อปกติ ก้อนเนื้อ และถุงน้ำ เหมาะกับผู้ที่อายุต่ำกว่า 25 ปี มีเนื้อเยื่อเต้านมหนาแน่น หญิงตั้งครรภ์ หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร
- การตรวจดิจิทัลแมมโมแกรม : สามารถตรวจหาก้อนเนื้อหรือหินปูนในเต้านมที่อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งในระยะเริ่มต้น เหมาะกับผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป เพราะจะให้ความแม่นยำมากขึ้นจากความหนาแน่นของเนื้อเยื่อเต้านมที่ลดลงตามวัย มักนิยมตรวจร่วมกับอัลตราซาวด์เต้านม โดยตรวจปีละ 1 ครั้ง และหลังอายุ 40 ปีขึ้นไปควรตรวจทุก 1-2 ปี นอกจากนี้ยังมี ‘การตรวจเอกซเรย์เต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรมร่วมกับการฉีดสารทึบรังสี’ หรือ ‘Contrast Enhanced Mammography : CEM’ ซึ่งมักใช้ในกรณีที่มีความสงสัยหรือความเสี่ยงสูงเพื่อการวินิจฉัยโรคที่แม่นยำและชัดเจนยิ่งขึ้น
การเอกซเรย์เต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรมร่วมกับการฉีดสารทึบรังสี (CEM) คืออะไร ?
การเอกซเรย์เต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรมร่วมกับฉีดสารทึบรังสี (Contrast-Enhanced Mammography : CEM) เป็นเทคนิคการตรวจเอกซเรย์เต้านมด้วยการทำดิจิทัลแมมโมแกรม ร่วมกับการฉีดสารทึบรังสีที่มีส่วนประกอบของไอโอดีน (Iodinated Contrast Media) ซึ่งได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาในประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี ค.ศ.2011 และมีการใช้อย่างแพร่หลายในหลายๆ ประเทศ
ในการทำ CEM นักรังสีเทคนิคจะทำการถ่ายภาพเอกซเรย์พลังงานต่ำ เพื่อให้ได้ภาพโครงสร้างของเต้านมและเห็นความผิดปกติทั่วไป กับการถ่ายภาพเอกซเรย์พลังงานสูง เพื่อให้ได้ภาพที่ชัดเจนขึ้นในบริเวณที่มีการดูดซึมของสารทึบรังสี โดยเฉพาะในจุดที่มีความผิดปกติ เช่น เนื้องอกหรือเซลล์มะเร็ง โดยจะถ่ายภาพเต้านมในแนวจากบนลงล่าง (Craniocaudal view) ซึ่งจะทำให้เห็นภาพเนื้อเยื่อในแนวตั้งที่ละเอียดและครบถ้วน และถ่ายภาพด้านข้างของเต้านม (Mediolateral Oblique view) ในแนวเฉียงประมาณ 30-60 องศาจากด้านในไปด้านนอก ซึ่งจะทำให้เห็นเนื้อเยื่อเต้านมได้ครอบคลุมขึ้น ทั้งนี้ อาจมีการถ่ายภาพเอกซเรย์แบบเพิ่มแรงกดในบางจุด ขึ้นอยู่กับความผิดปกติที่ตรวจพบหรือข้อบ่งชี้และแผนการตรวจ
ภาพเอกซเรย์จำนวน 4 ภาพของเต้านมแต่ละข้างจะถูกนำมาประมวลผล ซึ่งจะทำให้เห็นตำแหน่งของเนื้อเยื่อหรือก้อนเนื้อที่ผิดปกติได้ชัดเจนและแม่นยำขึ้น โดยสามารถแยกความแตกต่างระหว่างรูปแบบการสร้างหลอดเลือดในเนื้อเยื่อมะเร็งกับเนื้อเยื่อปกติได้
การเตรียมตัวและขั้นตอนการตรวจ CEM
การเตรียมตัว :
- แจ้งประวัติสุขภาพ เช่น โรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคไต ไทรอยด์ หอบหืด ภูมิแพ้ รวมถึงการแพ้ยาและอาหาร ยาที่กินในปัจจุบัน อาการผิดปกติของเต้านม และอาการข้างเคียงหากเคยตรวจด้วยวิธีนี้มาก่อน
- งดการทาโลชั่น แป้งฝุ่น ฉีดน้ำหอมหรือสเปรย์ระงับกลิ่นกาย เพราะอาจทำให้ภาพเอกซเรย์มี ‘Antiperspirant Artifact’ ที่ดูเหมือนมีแคลเซียมสะสมที่ผิวหนังหรือเนื้อเยื่อเต้านม
- ควรหลีกเลี่ยงการตรวจในช่วงก่อนหรือขณะมีประจำเดือน เพราะอาการคัดตึงเต้านมอาจทำให้รู้สึกเจ็บมากขึ้นขณะตรวจ
ขั้นตอนการตรวจ :
- ผู้เข้ารับการตรวจจะได้รับการใส่สายน้ำเกลือขนาดเล็กที่แขนหรือข้อมือเพื่อฉีดสารทึบรังสีผ่านเครื่องอัตโนมัติ
- รอให้สารทึบรังสีไหลเวียนภายในเนื้อเยื่อเต้านมประมาณ 2 นาที ซึ่งอาจรู้สึกร้อนวูบวาบ คลื่นไส้เล็กน้อย แต่จะหายได้เองในไม่กี่นาที
- นักรังสีเทคนิคจะทำการจัดท่าและถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านมแต่ละข้าง ด้วยเทคนิคที่เรียกว่า Dual Energies โดยขั้นตอนทั้งหมดจะใช้เวลาไม่เกิน8นาที
การตรวจ CEM มีข้อดีอย่างไรและเหมาะกับใคร ?
เทคนิคหรือวิธีการตรวจแบบ CEM มีข้อดีหลายประการ โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจที่ให้ความแม่นยำและชัดเจน ทั้งยังเหมาะกับ
- ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ตรวจพบยีน BRCA1, BRCA2 ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านม หรือมีคนในครอบครัวที่เป็นญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านม
- ผู้ที่มีเนื้อเยื่อเต้านมหนาแน่น เพราะจะช่วยเพิ่มโอกาสในการตรวจพบจุดหรือความผิดปกติขนาดเล็กได้ดีกว่าการตรวจดิจิทัลแมมโมแกรมด้วยวิธีปกติ ช่วยลดการเจาะชิ้นเนื้อเต้านมโดยไม่จำเป็น
- ผู้ที่มีอาการน่าสงสัยหรือเคยเข้ารับการตรวจด้วยวิธีอื่นๆ แล้วพบจุดหรือบริเวณที่ผิดปกติ เพื่อเพิ่มความแม่นยำและความชัดเจนในการตรวจ
- ผู้ที่ไม่สามารถเข้ารับการตรวจเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เช่น กลัวที่แคบ มีการฝังโลหะในร่างกาย หรือมีข้อห้ามอื่นๆ ทั้งค่าใช้จ่ายยังน้อยกว่า แต่ให้ความแม่นยำในการตรวจใกล้เคียงกัน
- ผู้ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดมะเร็งเต้านม เพื่อประเมินขอบเขตของโรคในการวางแผนการผ่าตัด ช่วยลดอัตราการผ่าตัดซ้ำ ทั้งยังใช้ตรวจการตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา และตรวจติดตามผลการรักษา
ข้อจำกัดและสิ่งที่ควรระวัง
- อาจเกิดผลข้างเคียงจากการแพ้สารทึบรังสี เช่น มีผื่นขึ้นตามตัว คันตามผิวหนัง เคืองตา น้ำมูกไหล แต่พบได้น้อยและมักเป็นอาการแพ้แบบเฉียบพลันใน 1 ชั่วโมงแรกหลังฉีด จึงมีความปลอดภัยเพราะอยู่ในการดูแลของแพทย์
- ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวควรได้รับการรักษาให้ค่าต่างๆ อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมก่อน โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาสุขภาพไตควรได้รับการตรวจค่าการทำงานของไต (Creatinine) ล่วงหน้าก่อนเสมอ
- สตรีมีครรภ์หรืออยู่ในระหว่างให้นมบุตร ต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ ทั้งนี้ สามารถให้นมบุตรได้ตามปกติหลังตรวจเสร็จ 12-24 ชั่วโมง
- ไม่แนะนำในผู้ที่ทำศัลยกรรมเสริมเต้านมด้วยซิลิโคน
การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมยิ่งเริ่มเร็วยิ่งมีประโยชน์ และสำหรับคุณผู้หญิงที่ยังรู้สึกเขินอาย สามารถแจ้งความต้องการว่าขอตรวจกับแพทย์ผู้หญิงได้ หากยังไม่แน่ใจว่าควรเลือกวิธีตรวจแบบใด การเข้ารับคำปรึกษาที่ศูนย์รักษ์เต้านม โรงพยาบาลพญาไท 2 ซึ่งมีโปรแกรมการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมทุกรูปแบบ จะช่วยตอบโจทย์ในทุกความต้องการได้เป็นอย่างดี.
