มะเร็งปอด รู้ทันสาเหตุ อาการ และการวินิจฉัย ก่อนสายเกินไป

Image

แชร์


มะเร็งปอด รู้ทันสาเหตุ อาการ และการวินิจฉัย ก่อนสายเกินไป

มะเร็งปอดเป็นหนึ่งในโรคร้ายแรงที่คร่าชีวิตคนไทยและคนทั่วโลกในอัตราสูงติดอันดับต้น ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่สูบบุหรี่หรือสัมผัสมลพิษเป็นประจำ โรคนี้มักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะเริ่มต้น ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงอาการไอธรรมดาหรือโรคทางเดินหายใจทั่วไป กว่าจะรู้ตัวอีกที โรคอาจลุกลามไปมากแล้ว

 

บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับมะเร็งปอดในทุกแง่มุม ตั้งแต่สาเหตุ อาการเตือน กลุ่มเสี่ยง ความแตกต่างจากวัณโรคปอด ไปจนถึงการตรวจวินิจฉัยที่จำเป็น เพื่อให้คุณและคนที่คุณรักสามารถเฝ้าระวัง รู้เท่าทัน และเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที 

มะเร็งปอดคืออะไร 

มะเร็งปอด (Lung Cancer) คือโรคที่เกิดจากเซลล์ในเนื้อเยื่อของปอดเจริญเติบโตผิดปกติและไม่สามารถควบคุมได้ จนก่อให้เกิดก้อนมะเร็ง ซึ่งสามารถลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลือง สมอง กระดูก หรืออวัยวะอื่น ๆ ได้ในเวลารวดเร็ว มะเร็งปอดแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่ 

  1. มะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก (Non-Small Cell Lung Cancer : NSCLC) พบได้มากถึง 85% ของผู้ป่วย เป็นชนิดที่โตช้าแต่สามารถลุกลามได้หากไม่รักษา 
  2. มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (Small Cell Lung Cancer : SCLC) พบประมาณ 15% ของผู้ป่วย โตและแพร่กระจายเร็วมาก มักพบในผู้ที่สูบบุหรี่จัด 

โรคนี้จัดเป็นมะเร็งที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง เนื่องจากมักไม่แสดงอาการจนเข้าสู่ระยะลุกลามแล้ว

 

อาการเตือนของมะเร็งปอด 

อาการของมะเร็งปอดในระยะแรกอาจไม่ชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยหลายรายละเลยหรือเข้าใจผิดว่าเป็นโรคทั่วไปในระบบทางเดินหายใจ อาการเหล่านี้ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์เฉพาะทางทันที อาการเตือนที่พบบ่อย ได้แก่ 

  • ไอเรื้อรัง โดยเฉพาะถ้าไอนานกว่า 3 สัปดาห์โดยไม่ดีขึ้น 
  • ไอมีเสมหะปนเลือด หรือเสมหะเปลี่ยนลักษณะ 
  • หายใจเหนื่อยง่าย หายใจลำบาก โดยเฉพาะเวลาขึ้นบันไดหรือออกแรงเล็กน้อย 
  • เจ็บแน่นหน้าอก หรือรู้สึกอึดอัดบริเวณทรวงอก 
  • เสียงแหบเรื้อรัง โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน 
  • เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ 
  • ติดเชื้อทางเดินหายใจบ่อยครั้ง เช่น ปอดบวม หรือหลอดลมอักเสบที่กลับมาเป็นซ้ำ 

 

สาเหตุ และปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปอด 

สาเหตุหลักของมะเร็งปอดคือการได้รับสารก่อมะเร็งอย่างต่อเนื่อง ทำให้เซลล์ในปอดเกิดการกลายพันธุ์และกลายเป็นเซลล์มะเร็ง ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ 

  • การสูบบุหรี่ เป็นปัจจัยเสี่ยงสูงสุด พบว่ามากกว่า 80-90% ของผู้ป่วยมะเร็งปอดเคยสูบบุหรี่ หรือได้รับควันบุหรี่ (Passive smoking) 
  • ควันบุหรี่มือสอง แม้ไม่ได้สูบบุหรี่โดยตรง แต่การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีคนสูบบุหรี่ ก็เพิ่มความเสี่ยงสูงขึ้น 
  • สัมผัสสารพิษในอาชีพ เช่น แร่ใยหิน (Asbestos), เรดอน (Radon), สารหนู, โครเมียม 
  • มลพิษทางอากาศ เช่น ฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ 
  • พันธุกรรมและประวัติครอบครัว หากมีคนในครอบครัวเคยเป็นมะเร็งปอด ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น 
  • การติดเชื้อบางชนิด เช่น วัณโรคหรือเชื้อราบางชนิด ที่สร้างแผลเรื้อรังในปอด อาจพัฒนาเป็นมะเร็งได้ 

 

ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นมะเร็งปอด 

มะเร็งปอดสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่มีปัจจัยเสี่ยงเฉพาะกลุ่มที่ควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด 

  • ผู้ที่สูบบุหรี่หรือเคยสูบบุหรี่ ไม่ว่าระยะเวลานานแค่ไหน 
  • คนในครอบครัวของผู้สูบบุหรี่ หรือทำงานใกล้ชิดกับผู้สูบบุหรี่ 
  • ผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมมีสารพิษ เช่น เหมืองแร่ โรงงานเหล็ก อุตสาหกรรมเคมี 
  • ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะเพศชาย 
  • ผู้ที่เคยมีโรคเรื้อรังของปอด เช่น วัณโรค หรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)

 

ความแตกต่างของ ‘มะเร็งปอด’ กับ ‘วัณโรคปอด’ 

หลายคนอาจสับสนระหว่างมะเร็งปอดกับวัณโรคปอด เนื่องจากมีอาการไอเรื้อรังคล้ายกัน แต่ทั้งสองโรคมีความแตกต่างอย่างชัดเจนได้แก่  

ลักษณะ  มะเร็งปอด  วัณโรคปอด 
สาเหตุ  การกลายพันธุ์ของเซลล์  การติดเชื้อแบคทีเรีย Mycobacterium tuberculosis 
การแพร่กระจาย  ลุกลามจากปอดสู่อวัยวะอื่น  แพร่กระจายผ่านละอองฝอยในอากาศ 
อาการเด่น  ไอเรื้อรัง ไอเป็นเลือด น้ำหนักลด เสียงแหบ  ไอเรื้อรัง ไข้ต่ำตอนเย็น เหงื่อออกกลางคืน 
การรักษา  เคมีบำบัด ฉายรังสี ผ่าตัด  ยาปฏิชีวนะเฉพาะทางนาน 6–12 เดือน 
การติดต่อ  ไม่ติดต่อ  ติดต่อผ่านละอองฝอยในอากาศ 

หากมีอาการคล้ายกัน ควรตรวจวินิจฉัยโดยละเอียดเพื่อแยกโรค 

เมื่อสงสัยว่าผู้ป่วยอาจเป็นมะเร็งปอด แพทย์จะทำการวินิจฉัยโดยใช้ขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อยืนยันและระบุระยะของโรค ได้แก่ 

 

  1. X-ray ปอด ตรวจเบื้องต้นเพื่อดูความผิดปกติ 
  2. CT Scan (เอกซเรย์คอมพิวเตอร์) ตรวจดูตำแหน่ง ขนาด และการกระจายของก้อน 
  3. PET Scan ตรวจดูว่ามะเร็งแพร่กระจายไปส่วนอื่นๆของร่างกาย 
  4. การตรวจเสมหะ เพื่อหามะเร็งจากเซลล์ในเสมหะ 
  5. การส่องกล้องหลอดลม (Bronchoscopy) เพื่อนำเนื้อเยื่อไปตรวจทางพยาธิวิทยา 
  6. การเจาะชิ้นเนื้อผ่านทางทรวงอก (CT guided Biopsy) ตรวจหาชนิดของเซลล์มะเร็ง เพื่อวางแผนการรักษา 
  7. ตรวจหายีนกลายพันธุ์ (Genetic Testing) เช่น EGFR, ALK, ROS1, PDL-1 เพื่อวางแผนใช้ยารักษาแบบมุ่งเป้า(Targeted Therapy) 

 

มะเร็งปอดเป็นโรคร้ายที่ตรวจพบช้าได้ง่ายเพราะอาการมักไม่ชัดเจนในระยะแรก การตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ และตระหนักถึงปัจจัยเสี่ยง จะช่วยให้สามารถวินิจฉัยและรักษาได้ทันท่วงที 

หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการไอเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ หายใจลำบาก หรือมีประวัติสัมผัสปัจจัยเสี่ยง ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบทางเดินหายใจหรือมะเร็งปอดเพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด 

 

นพ. ชนทัต ไตรทอง

อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจ และเวชบำบัดวิกฤตทางเดินหายใจ

รพ.พญาไท 2

Loading...

แชร์


Loading...