ธาลัสซีเมียคืออะไร? ทำความเข้าใจโรคเลือดจางถ่ายทอดทางพันธุกรรม

Image

แชร์


ธาลัสซีเมียคืออะไร? ทำความเข้าใจโรคเลือดจางถ่ายทอดทางพันธุกรรม

“ธาลัสซีเมีย” (Thalassemia) เป็นโรคเลือดจางที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งพบได้บ่อยในประเทศไทย โดยสถิติพบว่าคนไทยประมาณร้อยละ 40 เป็นพาหะของโรคโดยไม่รู้ตัว หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและดูแลที่ถูกต้อง ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะซีดรุนแรง เหนื่อยง่าย ตัวเหลือง ตับม้ามโต และมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต

 

สิ่งสำคัญ คือ ธาลัสซีเมียสามารถป้องกันได้ หากเรารู้เท่าทัน ตรวจคัดกรองตั้งแต่ก่อนแต่งงานหรือก่อนมีบุตร และวางแผนการรักษาร่วมกับแพทย์เฉพาะทาง 

 

ธาลัสซีเมีย (Thalassemia) เป็นโรคเลือดจางที่เกิดจากความผิดปกติของพันธุกรรม ซึ่งส่งผลให้ร่างกายสร้างเฮโมโกลบินผิดปกติ ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่าย และเกิดภาวะเลือดจางเรื้อรัง

 

ธาลัสซีเมีย แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ 

  • α-thalassemia ความผิดปกติที่เกิดจากยีนสร้างสายอัลฟาของเฮโมโกลบิน
  • β-thalassemia ความผิดปกติที่เกิดจากยีนสร้างสายเบตาของเฮโมโกลบิน 

 

โดยระดับความรุนแรงของโรค สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม 

  1. พาหะ (Carrier) ไม่มีอาการ แต่สามารถถ่ายทอดยีนผิดปกติให้ลูก
  2. ธาลัสซีเมียชนิดเล็ก (Minor) ซีดเล็กน้อย อาการไม่รุนแรง
  3. ธาลัสซีเมียชนิดใหญ่ (Major) ซีดมาก ต้องได้รับเลือดและการรักษาต่อเนื่อง 

 

สาเหตุของโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย 

โรคเลือดจางธาลัสซีเมียเกิดจาก การถ่ายทอดพันธุกรรมผิดปกติจากพ่อแม่สู่ลูก หากทั้งพ่อและแม่เป็นพาหะ ลูกในครรภ์แต่ละครรภ์จะมีโอกาส 

  • ร้อยละ 25 เป็นโรคเลือดจางธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง
  • ร้อยละ 50 เป็นพาหะ
  • ร้อยละ 25  ปกติ

การตรวจคัดกรองพันธุกรรม ก่อนแต่งงานหรือก่อนมีบุตรจึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการส่งต่อพันธุกรรมผิดปกติไปยังรุ่นถัดไป 

 

อาการของโรคเลือดจางธาลัสซีเมี 

  1. ระยะเริ่มต้น (Early Stage)
  • ตัวซีด เหนื่อยง่าย
  • เวียนศีรษะ หน้ามืด
  • หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ 

 

การตรวจหาโรคเลือดจางธาลัสซีเมียทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงและประวัติครอบครัว ได้แก่ 

  1. ตรวจเลือดทั่วไป (CBC) ตรวจหาภาวะเลือดจาง
  2. การตรวจ Hb typing  ตรวจชนิดของเฮโมโกลบิน
  3. การตรวจ DNA ระบุชนิดของพันธุกรรมที่ผิดปกติ
  4. ตรวจคัดกรองคู่สมรส แนะนำให้ตรวจตั้งแต่ก่อนแต่งงานหรือก่อนมีบุตร

 

  1. ระยะอาการปานกลางถึงรุนแรง
  • ซีดเหลืองเรื้อรัง
  • ตับและม้ามโต
  • หน้าผากนูน โหนกแก้มสูง (ในผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษา)
  • การเจริญเติบโตช้ากว่าปกติในเด็ก

 

  1. ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้
  • ภาวะหัวใจล้มเหลว
  • กระดูกเปราะแตกง่าย
  • ภาวะเหล็กเกินจากการรับเลือดบ่อย
  • ภาวะติดเชื้อซ้ำซ้อน 

 

วิธีรักษาโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย การรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและอาการของผู้ป่วย

 

  1. การให้เลือด (Blood Transfusion) สำหรับผู้ป่วยที่ซีดมาก ต้องได้รับเลือดทุก 3–4 สัปดาห์ เพื่อเพิ่มปริมาณเฮโมโกลบินให้เพียงพอ
  2. การให้ยาขับเหล็ก (Iron Chelation Therapy) ผู้ป่วยที่ได้รับเลือดบ่อยจะมีภาวะเหล็กเกิน ยาขับเหล็กจะช่วยลดการสะสมของธาตุเหล็กในร่างกาย
  3. การปลูกถ่ายไขกระดูก (Bone Marrow Transplant) เป็นวิธีรักษาที่มีโอกาสหายขาด เหมาะสำหรับผู้ป่วยเด็กที่มีพี่น้องเข้ากันทางพันธุกรรม
  4. ยากลุ่มใหม่และการรักษาเฉพาะทาง เช่น Luspatercept และการวิจัยเกี่ยวกับ Gene Therapy ที่กำลังพัฒนาเพื่อเพิ่มโอกาสการรักษาหายขาดในอนาคต

 

การป้องกันโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย 

เนื่องจากโรคเลือดจางธาลัสซีเมียเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม การป้องกันสำคัญกว่าการรักษา โดยควร

 

  • ตรวจคัดกรองเลือดก่อนแต่งงาน
  • ตรวจคู่สมรสก่อนมีบุตร
  • ให้คำปรึกษาทางพันธุกรรม (Genetic Counseling)
  • ตรวจคัดกรองทารกในครรภ์ หากพ่อแม่เป็นพาหะทั้งคู่ 

 

การดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยเลือดจางธาลัสซีเมีย 

  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เลี่ยงอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง
  • ออกกำลังกายเบา ๆ สม่ำเสมอ
  • ตรวจสุขภาพและพบแพทย์ตามนัดอย่างเคร่งครัด
  • ดูแลสุขภาพจิตใจและรับการสนับสนุนจากครอบครัว 

 

ธาลัสซีเมีย เป็นโรคเลือดจางที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งแม้จะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่หากเราตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่น ๆ และรับการรักษาอย่างถูกวิธี จะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและลดความเสี่ยงในการถ่ายทอดโรคสู่ลูกหลาน

 

 

รศ. นพ. อุษณรัสมิ์ อนุรัฐพันธ์

กุมารแพทย์เฉพาะทางอนุสาขาโลหิตวิทยาและมะเร็งในเด็ก

โรงพยาบาลพญาไท 2

Loading...

แชร์


Loading...

ธาลัสซีเมียคืออะไร? ทำความเข้าใจโรคเลือดจางถ่ายทอดทางพันธุกรรม