ภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องอกโป่งพอง หรือเลือดเซาะในผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องอก (Thoracic Aortic Aneurysm and Dissection) แม้จะไม่ใช่โรคที่พบได้บ่อย เมื่อเทียบกับโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง แต่จากข้อมูลของ ‘สมาคมศัลยแพทย์ทรวงอกแห่งสหรัฐอเมริกา’ หรือ STS ชี้ให้เห็นว่า ในแต่ละปีมีผู้ป่วยหลายหมื่นคนทั่วโลกที่เสียชีวิตจากภาวะนี้
โดยเมื่อเกิดภาวะมีเลือดเซาะในผนังหลอดเลือดแดงใหญ่เฉียบพลันแต่ไม่ได้รับการผ่าตัดรักษา อัตราการเสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นประมาณ 0.5% ต่อชั่วโมง ในช่วง 48 ชั่วโมงแรกหลังเกิดอาการ และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนภายในหนึ่งเดือน ผู้ป่วยจะมีโอกาสเสียชีวิตสูงถึง 80-90% เลยทีเดียว
รู้จักภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองหรือฉีกขาดในช่องอก (Thoracic Aorta)
ภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องอกโป่งพอง (Thoracic Aortic Aneurysm) คือภาวะที่ผนังหลอดเลือดแดงใหญ่บางส่วนมีการขยายตัวผิดปกติและโป่งออกคล้ายบอลลูน ส่งผลให้ผนังหลอดเลือดบางลงและเสี่ยงต่อการปริแตก
ขณะที่ ภาวะเลือดเซาะในผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ (Thoracic Aortic Dissection) เกิดจากรอยฉีกของผนังหลอดเลือดชั้นในสุด (intimal tear) ทำให้เลือดไหลแทรกเข้าไปในชั้นผนังหลอดเลือด และแยกชั้นผนังออกจากกัน (false lumen) ซึ่งอาจทำให้เกิดการตีบตันของหลอดเลือดสาขา และขัดขวางการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะต่างๆ เช่น สมอง หัวใจ หรือไต หรือทำให้ผนังหลอดเลือดแตกจนทำให้เกิดภาวะช็อกจากความดันโลหิตลดลงอย่างรวดเร็ว และเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
อาการและสัญญาณเตือนภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองหรือเลือดเซาะในผนังหลอดเลือดแดงใหญ่
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการหรือสัญญาณเตือนในระยะแรกของโรค มักตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพ การถ่ายภาพเอกซเรย์ทรวงอก หรือการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ต่อเมื่ออาการเริ่มลุกลาม อวัยวะข้างเคียงอาจได้รับผลกระทบจากการกดเบียดของหลอดเลือด เช่น กดหลอดลมทำให้หายใจลำบาก กดหลอดอาหารทำให้กลืนลำบาก หรือกดเบียดเส้นประสาทกล่องเสียงทำให้เสียงแหบ
กรณีที่เลือดเซาะในหลอดเลือดแดงใหญ่ ผู้ป่วยมักเริ่มมีความดันโลหิตสูง ไม่มีอาการผิดปกติ หรืออาจมีอาการปวดฉับพลันรุนแรงที่หน้าอกหรือหลังคล้ายถูกแทงหรือถูกฉีก นอกจากนี้ อาจพบอาการร่วมอื่นๆ ได้แก่ หน้ามืด คลื่นไส้ เหงื่อออก ใจสั่น บางครั้งอาจมีอาการขาดเลือดของหลอดเลือดแดงสาขา เช่น อัมพาตครึ่งซีก ขยับขา 2 ข้างไม่ได้ ปวดท้องจากลำไส้ขาดเลือด
การรักษาภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง
การรักษาภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองในช่องอกจะขึ้นกับขนาด ความรุนแรง และตำแหน่งของหลอดเลือดแดงใหญ่ที่เกิดปัญหา หากหลอดเลือดโป่งพองมีขนาดยังไม่เกินเกณฑ์อันตราย และไม่มีลักษณะเสี่ยงต่อการแตก เช่น ขนาดเล็กกว่า 5 เซนติเมตร หรือโตช้า แพทย์จะเน้นการควบคุมความดันโลหิตและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
หากหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองมีขนาดเกินเกณฑ์ที่กำหนด มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว หรือแสดงอาการรุนแรง เช่น เจ็บหน้าอกหรือปวดหลังเฉียบพลัน แพทย์จะพิจารณาการรักษาด้วยการผ่าตัดแบบเปิดช่องอก (Open Surgery) หรือการรักษาโดยใช้เทคนิคการสอดใส่หลอดเลือดเทียมชนิดหุ้มด้วยขดลวดผ่านสายสวน (TEVAR) โดยไม่ต้องเปิดช่องอก ขึ้นกับตำแหน่งของหลอดเลือดแดงใหญ่ที่เป็นโรค ได้แก่ หลอดเลือดแดงใหญ่ส่วนขาขึ้นที่ติดกับหัวใจ ต้องรักษาโดยการผ่าตัดกระดูกหน้าอก แต่ถ้าเป็นส่วนขาลงไปทรวงอกซ้าย อาจรักษาได้โดยการใช้ขดลวดหุ้มด้วยหลอดเลือดเทียม
การรักษาภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองในช่องอก ด้วยเทคนิค TEVAR คืออะไร?
เทคนิค TEVAR (Thoracic Endovascular Aortic Repair) คือวิธีการรักษาหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องอกด้วยการสอดใส่ขดลวดหุ้มหลอดเลือดเทียม (stent graft) ผ่านหลอดเลือดแดงบริเวณขาหนีบ เพื่อให้เลือดในหลอดเลือดเทียมไม่สัมผัสผนังส่วนที่เป็นโรค ก็ทำให้ผนังไม่แตกและค่อยๆ หายได้
ในขั้นตอนการรักษา แพทย์จะสอดสายสวนผ่านหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบ เพื่อนำขดลวดหุ้มหลอดเลือดเทียมไปยังตำแหน่งที่เกิดความผิดปกติ ขดลวดจะถูกขยายออกด้วยกลไกหรือด้วยการช่วยขยายจากบอลลูนให้แนบกับผนังหลอดเลือดส่วนที่ปกติ (landing zone) เพื่อปิดกั้นไม่ให้เลือดไหลเข้าสู่บริเวณที่ผนังหลอดเลือดโป่งพอง และทำหน้าที่เสริมความแข็งแรง เป็นผนังใหม่ภายในหลอดเลือด ช่วยให้เลือดสามารถไหลผ่านหลอดเลือดเทียมนี้แทนผนังหลอดเลือดที่เสียหาย และป้องกันไม่ให้หลอดเลือดแตก
เทคนิค TEVAR เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับการผ่าตัดเปิดหน้าอกแบบดั้งเดิมได้ หรือผู้ที่มีความเสี่ยงสูงจากการเปิดกระดูกหน้าอกและการใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียม (cardiopulmonary bypass) และนับเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุดของหลอดเลือดแดงทรวงอกส่วนขาลง (descending aorta)
ในบางกรณีที่ความผิดปกติของหลอดเลือดอยู่ในตำแหน่งที่ซับซ้อนมาก เช่น บริเวณโค้งของหลอดเลือดแดงใหญ่ (aortic arch) หรือมีความผิดปกติหลายตำแหน่งร่วมกัน อาจจำเป็นต้องใช้เทคนิค hybrid approach ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างการผ่าตัดเปิดแบบดั้งเดิม กับการทำ TEVAR เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างครบถ้วนและปลอดภัยมากขึ้น และได้ผลเท่าเทียมหรือเท่ากับการผ่าตัดแบบเปิด แต่จะเกิดการบาดเจ็บน้อยกว่า และเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะแรกน้อยกว่า
ข้อดีของการรักษาด้วยเทคนิค TEVAR
TEVAR เป็นหัตถการรักษาหลอดเลือดแดงใหญ่ในทรวงอกที่ใช้วิธี สอดใส่อุปกรณ์ผ่านทางหลอดเลือด (endovascular) แทนการผ่าตัดเปิดแบบดั้งเดิม ซึ่งมีข้อดีหลายประการ ได้แก่
- ปลอดภัยกว่าในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว (ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต)
- ลดความเสี่ยงจากการผ่าตัดเปิดช่องอก เช่น การเสียเลือดมาก การติดเชื้อในช่องอก หรือภาวะแทรกซ้อนจากพังผืดเดิม
- ลดความเสี่ยงจากการดมยาสลบเต็มรูปแบบ
- พักฟื้นเร็วขึ้น อยู่โรงพยาบาลและในห้อง ICU สั้นลง
- ลดโอกาสการติดเชื้อ และช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้น
เทคนิคนี้จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการผ่าตัดแบบเดิม
ข้อจำกัดของการรักษาด้วยเทคนิค TEVAR
แม้การรักษาด้วย TEVAR จะมีข้อดีหลายประการ แต่ไม่ได้เหมาะสมกับผู้ป่วยทุกราย โดยเฉพาะผู้ที่มีข้อจำกัดทางสรีระ เช่น
- ขนาดหลอดเลือดแดงใหญ่ในบริเวณที่มีปัญหาเล็กเกินไป อาจไม่สามารถรองรับเส้นเลือดเทียมหุ้มขดลวดได้ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการรั่วซึมบริเวณขอบหลอดเลือดเทียมหุ้มขดลวด (type 1A) หรือ (B endoleak)
- หลอดเลือดแดงใหญ่ส่วนอกมีความโค้งงอหรือผิดรูปมาก ซึ่งทำให้การวางหลอดเลือดเทียมหุ้มขดลวดทำได้ยาก หรือไม่สามารถดันขดลวดขึ้นจากหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบหรือช่องท้อง
- หลอดเลือดแดงที่ขาหนีบเล็กมาก เช่น เล็กกว่า 7 มิลลิเมตร หรือมีหินปูนเกาะในผนังมาก ยากต่อการผ่านของหลอดเลือดเทียมหุ้มขดลวด
ทั้งนี้ หลังการใส่ขดลวดหุ้มกราฟต์ยังอาจพบภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะเลือดรั่วรอบขอบกราฟต์ (endoleak) หรือการเคลื่อนตัวของขดลวด แต่สามารถตรวจติดตามด้วยการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT angiography) เพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนและแก้ไขได้ทันท่วงที
การพักฟื้นหลังการรักษาด้วยเทคนิค TEVAR
โดยทั่วไปแล้ว หลักการรักษา แพทย์จะให้ผู้ป่วยพักฟื้นในโรงพยาบาล 3-4 วัน และมีข้อควรปฏิบัติเพื่อการฟื้นตัวที่ดี ดังนี้
- หลอดเลือดเทียมหรือหลอดเลือดเทียมหุ้มขดลวดมีความทนทานสูง ไม่เสื่อมสภาพง่าย จึงไม่จำเป็นต้องรับประทานยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดในระยะยาว
- หลังผ่าตัด 24-48 ชั่วโมง ควรระวังไม่ให้แผลเปียกน้ำ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ มักปิดแผลด้วยพลาสเตอร์กันน้ำ
- ภายใน 1-2 วันหลังผ่าตัดแพทย์จะแนะนำให้เริ่มเคลื่อนไหวร่างกายเบาๆ เช่น ลุกเดินรอบเตียง เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน
- ในช่วง 3 เดือนแรกหลังผ่าตัด ควรงดกิจกรรมที่ใช้แรงมาก เช่น การยกของหนัก ออกกำลังกายหนัก หรือจนกว่าแพทย์จะอนุญาต
- หลังกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้าน ควรสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ปวดรุนแรง บวม แดง มีน้ำเหลืองไหลจากแผลผ่าตัดมากผิดปกติ หายใจลำบาก หรือเจ็บหน้าอกฉับพลัน รู้สึกชาหรืออ่อนแรงบริเวณขาหรือมีปัญหาในการเดิน มีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส ควรรีบพบแพทย์
ผู้ป่วยควรควบคุมความดันโลหิตและปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อย่างเคร่งครัด เช่น งดสูบบุหรี่ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ รวมถึงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่เหมาะสม และลดความเครียด เพื่อเสริมสร้างผลการรักษาในระยะยาวให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองและเลือดเซาะในผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ เป็นภาวะที่อันตราย และมีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ที่ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลพญาไท 2 เราให้ความสำคัญกับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว แม่นยำ โดยทีมแพทย์เฉพาะทาง พร้อมด้วยเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย เช่น เทคนิค TEVAR ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และส่งเสริมให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังสามารถเลือกบริการที่ตรงกับความต้องการได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นห้องพักที่สะดวกสบาย บริการอาหาร และการดูแลอย่างใกล้ชิดจากพยาบาลส่วนตัว รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ช่วยให้ช่วงเวลาการรักษาเป็นไปอย่างราบรื่น ด้วยแนวคิด Value Healthcare ที่ผสานคุณภาพทางการแพทย์กับความคุ้มค่า โดยสามารถปรับแผนการรักษาให้สอดคล้องกับงบประมาณของผู้ป่วย ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล เพื่อให้มั่นใจว่าท่านจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด ในทุกขั้นตอนของการรักษา
นพ. กิตติชัย เหลืองทวีบุญ
ศัลยแพทย์ด้านหัวใจหลอดเลือดและทรวงอก
ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลพญาไท 2
