ปัญหาลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบหรือเสื่อม (Aortic Valve Stenosis) เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 75 ปีขึ้นไป เกิดจากการที่ลิ้นหัวใจเอออร์ติก (aortic valve) ที่อยู่ระหว่างหัวใจห้องซ้ายล่างกับหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตา (Aorta) ตีบแคบลงหรือแข็งตัวผิดปกติ ส่งผลให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้เพียงพอ
อาการสำคัญของภาวะลิ้นหัวใจตีบที่มักพบบ่อย ได้แก่ เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก เวียนศีรษะ หรือหมดสติ และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวหรือเสียชีวิตได้
สาเหตุและปัจจัยที่ทำให้ลิ้นหัวใจตีบ (Aortic Valve Stenosis)
โรคลิ้นหัวใจตีบมีสาเหตุและปัจจัยร่วมหลายอย่าง โดยที่พบบ่อย ได้แก่
- ความเสื่อมของลิ้นหัวใจตามอายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้เนื้อเยื่อลิ้นหัวใจหนาตัวขึ้น ส่งผลให้ลิ้นหัวใจเปิดได้ไม่สุด
- การสะสมของหินปูนที่ลิ้นหัวใจ ซึ่งมักพบร่วมกับการเสื่อมตามอายุ ทำให้ลิ้นหัวใจแข็งตัวและเปิดปิดได้ไม่เต็มที่
- โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกพิการแต่กำเนิด เช่น ลิ้นหัวใจเอออร์ติกที่มีเพียง 2 ใบลิ้นแทนที่จะมี 3 ใบ ซึ่งทำให้ลิ้นหัวใจเสื่อมเร็วกว่าปกติ และเกิดการตีบได้ตั้งแต่อายุน้อย
- . โรคหัวใจรูมาติก เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัส กรุ๊ปเอ ในวัยเด็กหรือตอนเป็นหนุ่มสาว ทำให้ลิ้นหัวใจอักเสบ ถูกทำลาย ส่งผลต่อการตีบในระยะยาวได้
นอกจากนี้ โรคเรื้อรังต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดสูง รวมถึงการสูบบุหรี่ ความอ้วน และพันธุกรรม ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงเสริมที่ทำให้ลิ้นหัวใจเสื่อมและตีบเร็วขึ้น
TAVI คืออะไร? นวัตกรรมเปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวนโดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่
TAVI (Transcatheter Aortic Valve Implantation) คือนวัตกรรม ‘การเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ’ โดย ‘ไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าอกแบบดั้งเดิม’ ด้วยการสอดสายสวนผ่านหลอดเลือดแดงบริเวณขาหนีบ (Transfemoral approach) ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมมากที่สุด หรือในบางกรณีอาจสอดผ่านทางหลอดเลือดแดงใหญ่ที่หน้าอก ทางเส้นเลือดใหญ่ที่ต้นแขน หรือตำแหน่งอื่นๆ ตามความเหมาะสมของผู้ป่วย
แพทย์จะใช้สายสวนที่มี ‘ลิ้นหัวใจเทียม’ ซึ่งทำจากเนื้อเยื่อชีวภาพพร้อมกับโครงขดลวดพิเศษสอดเข้าไปยังตำแหน่งของลิ้นหัวใจที่ตีบ เมื่อตรวจสอบตำแหน่งดีแล้ว ลิ้นหัวใจเทียมจะถูกขยายออกด้วยบอลลูนหรือกลไกของขดลวด เพื่อทำหน้าที่แทนลิ้นหัวใจเดิมที่ตีบหรือเสื่อมสภาพ ส่งผลให้เลือดไหลเวียนออกจากหัวใจได้ดีขึ้น ลดภาวะแรงต้านในหัวใจ ลดอาการเหนื่อยหอบ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดหัวใจล้มเหลว และยังลดโอกาสที่ผนังหัวใจจะหนาขึ้นในอนาคตอีกด้วย
โดยทั่วไป กระบวนการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเทียมด้วยเทคนิค TAVI จะใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง ผู้ป่วยมักได้รับยาชาเฉพาะจุดหรือยาระงับความรู้สึกแบบเบา โดยไม่จำเป็นต้องดมยาสลบเต็มรูปแบบเหมือนการผ่าตัดใหญ่ หลังทำหัตถการผู้ป่วยจะมีเพียงแผลเล็กๆ บริเวณขาหนีบ หรือบริเวณอื่นตามตำแหน่งที่สอดสายสวน
ข้อดีของการเปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวน (TAVI) การเปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวน (TAVI)
มีข้อดีหลายประการ ดังนี้
- ช่วยลดความเจ็บปวดและการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นจากการผ่าตัดใหญ่ โดยแผลผ่าตัดจะมีขนาดเพียง 0.5-1 ซม. ในตำแหน่งที่ทำการสอดสายสวน ในขณะที่การผ่าตัดแบบเปิดหน้าอกจะมีแผลยาว 15-20 ซม. บริเวณกลางอก
- ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น เลือดออกมาก หรือติดเชื้อในกระแสเลือด เนื่องจากมีเพียงแผลขนาดเล็ก และใช้ยาสลบในปริมาณน้อยกว่าการผ่าตัดแบบเปิดหน้าอก
- ไม่ต้องหยุดการทำงานของหัวใจขณะทำหัตถการ จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหัวใจ และภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ
- ลดระยะเวลาพักฟื้น อยู่ในห้อง ICU เพียง 1-2 วัน และนอนโรงพยาบาลสั้นกว่าการผ่าตัดเปิดหน้าอกอย่างชัดเจน
- ฟื้นตัวไว กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็ว เพิ่มคุณภาพชีวิต และช่วยลดความเครียดที่เกิดจากการพักฟื้นนาน
- ช่วยลดอาการเหนื่อยหอบ เจ็บหน้าอก ภายใน 24-8 ชั่วโมงหลังทำหัตถการ
- ให้ประสิทธิภาพการรักษาที่ดี โดยมีอัตราความสำเร็จมากกว่า 95% การไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะต่างๆ ดีขึ้น และลิ้นหัวใจเทียมยังมีอายุการใช้งานนาน 10 ปีขึ้นไป
ใครบ้างที่เหมาะกับการรักษาลิ้นหัวใจตีบด้วย TAVI
การรักษาลิ้นหัวใจตีบด้วย TAVI เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดในการผ่าตัดแบบเปิดหน้าอก หรือมีความเสี่ยงสูงจากการผ่าตัดทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่มีลักษณะดังนี้
- ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอายุ 75 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะในรายที่มีความเสี่ยงสูงต่อการผ่าตัดเปิดหน้าอกเช่น เคยฉายแสงที่หน้าอกมาก่อน หรือมีหินปูนที่ผนังหลอดเลือดแดงใหญ่
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวหลายระบบ เช่น โรคปอด โรคไต เบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือภาวะหลอดเลือดแดงเอออร์ตาแข็ง
- ผู้ป่วยที่เคยผ่าตัดหัวใจ และมีข้อจำกัดในการผ่าตัดซ้ำแบบเปิดหน้าอก
ข้อจำกัดและข้อควรระวังของการรักษาลิ้นหัวใจตีบด้วย TAVI
แม้ว่าการรักษาด้วยเทคนิค TAVI จะมีข้อดีอยู่มาก แต่ก็ยังมีข้อจำกัดบางประการที่ควรพิจารณา โดยเฉพาะปัญหาด้านสุขภาพของผู้ป่วยที่ไม่เหมาะสมกับวิธีนี้ เช่น
- มีการติดเชื้อในกระแสเลือด เสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อ และเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้
- ผู้ป่วยที่เพิ่งเป็นอัมพาตจากโรคหลอดเลือดสมอง ในกลุ่มยังไม่สามารถใช้ยาละลายลิ่มเลือดได้
- มีลิ่มเลือดในหัวใจหรือโพรงหัวใจ ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน หรือเส้นเลือดสมองตีบหลังทำหัตถการ
- ต้องการผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจร่วมด้วย ในรายที่ต้องใช้การผ่าตัดเปิดแบบดั้งเดิม
- มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง หรือมีภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน
- มีหลอดเลือดขนาดเล็กหรือผิดปกติรุนแรง ทำให้การสอดสายสวนและใส่ลิ้นหัวใจเทียมทำได้ยาก หรือเพิ่มความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน
ทั้งนี้ ยังมีความเสี่ยง และภาวะแทรกซ้อนหลังทำหัตถการที่ควรเฝ้าระวัง เช่น
- เลือดออกจากตำแหน่งที่ใส่สายสวน
- หัวใจเต้นผิดปกติ โดยบางกรณีอาจต้องใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ
- ลิ่มเลือดและเส้นเลือดสมองตีบ (stroke) แม้พบได้น้อย
- ไตทำงานผิดปกติชั่วคราวจากสารทึบรังสี
- ลิ้นหัวใจเทียมเลื่อนตำแหน่ง ซึ่งอาจต้องแก้ไขโดยการผ่าตัดซ้ำ
หากท่านสงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ หรือเคยได้รับการวินิจฉัยว่ามีลิ้นหัวใจตีบ สามารถเข้ารับคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลพญาไท 2 เรามีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจ พร้อมให้คำแนะนำ และดูแลท่านอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การตรวจ วินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการผ่าตัดด้วยเทคนิคขั้นสูง เช่น การเปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวน (TAVI) โดยใช้เทคโนโลยี และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย พร้อมการบริการในรูปแบบ Value Healthcare ที่ท่านสามารถเลือกได้ในทุกขั้นตอนของการรักษา และการบริการพิเศษต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ความพึงพอใจและให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
นพ. กิตติชัย เหลืองทวีบุญ
ศัลยแพทย์ด้านหัวใจหลอดเลือดและทรวงอก
ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลพญาไท 2
