โรคลมแดด คือ ภาวะที่มีการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางผิดปกติ (central nervous system dysfunction) มีการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายล้มเหลว (multiorgan failure) และมีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 40.5 องศาเซลเซียส (extreme hyperthermia) โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ
- classic heat stroke (กลุ่มที่ไม่ได้เกิดจากการออกกำลังภาย) กับกลุ่ม
- excertional heat stroke (กลุ่มที่เกิดจากการออกกำลังกายอย่างหนัก)
ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดลมแดด
ได้แก่
- สิ่งแวดล้อม ได้แก่ การสัมผัสกับรังสีความร้อนเป็นระยะเวลานาน กรณีในเด็ก เช่น เล่นอยู่กลางแจ้งท่ามกลางอากาศร้อน
- ปัจจัยทางด้านสรีวิทยา ได้แก่ มีความผิดปกติในการระบายความร้อน เช่น มีภาวะขาดน้ำหรือปริมาณสารน้ำในร่างกายไม่เพียงพอ (cardiovascular insufficiency), มีความผิดปกติของร่างกายในการตอบสนองต่ออุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นได้ช้ากว่าปกติ รวมทั้งมีความผิดปกติของการระบายความร้อนทางผิวหนัง คือ มีการระบายความร้อนได้ช้ากว่าปกติหรือได้น้อยกว่าปกติ
- ปัจจัยทางสังคม ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วยที่ถูกทอดทิ้ง กลุ่มที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เช่น เด็ก ผู้พิการ หรือคนชรา และไปอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทไม่สะดวก
- มีโรคประจำตัว ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงผิดปกติ
กลไกการเกิดภาวะลมแดด
ในคนปกติทั่วไปเมื่ออุณหภูมิแกนกลางของร่างกายสูงขึ้น ร่างกายก็จะมีการตอบสนอง (thermoregulatory response)โดยมีการเต้นของหัวใจมากขึ้น เพื่อสูบฉีดเลือดไปยังผิวหนังมากขึ้นให้มีการระบายความร้อนทางเหงื่อ แต่เมื่อไหร่ก็ตาม หากร่างกายไม่สามารถลดอุณหภูมิลงได้ หรือยังมีปัจจัยทที่ทำให้ร่างกายยังมีอุณหภูมิสูงต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ก็จะทำให้ปริมาณเลือดที่ไปยังอวัยวะต่างๆ ลดลง จนเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว และระบบอวัยวะภายในล้มเหลวตามมา เช่น สมอง ตับ ไต กล้ามเนื้อ และ ระบบเลือด
การรักษาโรคลมแดดเบื้องต้น
- การทำ CPR เตรียมการช่วยเหลือกู้ชีพ และให้ออกซิเจน เพื่อให้ระดับออกซิเจนในเลือดสูงกว่า 90% (oxygen at 4 liters/min to increase oxygen saturation to >90%)
- ลดอุณหภูมิแกนกลางของร่างกายให้รวดเร็ว และคงอุณหูมิให้คงที่ โดยทั่วไปมักจะให้ต่ำกว่า 39 องศาเซลเซียส หรือเฉลี่ยอยู่ในช่วง 38 ถึง 38.5 องศาเซลเซียส
- ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ให้เพียงพอ
- ระมัดระวังภาวะชัก ที่จะเกิดขึ้น และรีบนำส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาล หรือหอผู้ป่วยวิกฤต
การดูแลผู้ป่วยในหอผู้ป่วยวิกฤต/หออภิบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤต (ICU/PICU)
- ดึงอุณหภูมิแกนกลางของร่างกายให้อยู่ระดับปกติ (Normothermia) โดยการใส่สายวัดอุณภูมิจากแกนกลางของร่างกาย
- เฝ้าระวังภาวะชักและให้ยากันชักเมื่อมีอาการ หากมีภาวะสมองบวมหรือซึมมาก (GCS<8) พิจารณาใส่ท่อช่วยหายใจ นอนยกศีรษะสูง 45 องศา และตรวจ Arterial blood gas (keep PCO2 34-36 mm Hg)
- เจาะเลือดตรวจเช็กค่าการอักเสบของกล้ามเนื้อ ดูการทำงานของตับ ไต และระดับเกลือแร่ เฝ้าติดตามรักษาให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
- ติดตามการทำงานของสมอง (monitor EEG)
การป้องกันการเกิดโรคลมแดด (heat stroke) คือการรักษาที่ดีที่สุด นั่นคือหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดขึ้น
- หลีกเลี่ยงการไปอยู่ในสถานที่ที่ต้องสัมผัสกับรังสีความร้อนเป็นเวลานานๆ
- อยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ใช้เครื่องปรับอากาศหรือพัดลมเพื่อลดอุณหภูมิรอบๆ
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ หรือเตรียมตัวในการออกกำลังกายให้เหมาะสม โดยใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี
- หลีกเลี่ยงการให้เด็กหรือคนชราอยู่ในสถานที่ปิด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก
นพ.อิสระ สังฆวะดี
กุมารแพทย์ด้านระบบประสาทและสมอง
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
ศูนย์สุขภาพเด็ก
รพ.พญาไท 3
โทร. 02-467-1111 ต่อ 3419
