คนทั่วไปมักจะมีปัญหาท้องผูกแวะเวียนมาให้รบกวนร่างกายและจิตใจ บางคนหงุดหงิดไม่สบายใจ บางคนแน่นท้อง ไม่สบายตัว บางคนถึงขั้นกินไม่ลง นอนไม่หลับ ไม่สมาธิเรียน หรือทำงานได้เลยก็มี ดังนั้นปัญหาท้องผูกจึงมีผลต่อคุณภาพชีวิตอยู่ไม่น้อย
อะไรบ้างที่ทำให้ท้องผูก
- อาการท้องผูกจะเพิ่มมากขึ้นตามอายุ อายุยิ่งมาก โอกาสท้องผูกจะยิ่งมากขึ้น
- ท้องผูกตามการสูบบุหรี่
- ท้องผูกเพราะโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไขมัน คอเลสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง อ้วน
- ขาดการออกกำลังกาย ก็ท้องผูกได้เช่นกัน
- กินอาหารที่มีเส้นใยน้อย ดื่มน้ำน้อย
- เครียด มีภาวะซึมเศร้า
- โรคบางชนิดจากระบบลำไส้
ทำอย่างไรดีถ้าท้องผูกเรื้อรัง
ก่อนอื่นเราต้องหาต้นตอของอาการท้องผูกให้เจอเสียก่อน เช่น ดื่มน้ำน้อยไปหรือเปล่า หรือรับประทานอาหารที่มีเส้นใย เช่น ผัก ผลไม้ น้อยเกินไป
- ควรกินผักสดอย่างน้อย 2 ฝ่ามือต่อมื้อ
- ผักสุก 1 ฝ่ามือต่อมื้อ ผลไม้ 15 คำต่อวัน
- ลดเลี่ยงยาบางชนิด ที่ทำให้ท้องผูก (ยาแคลเซียมเม็ด)
- ขยับตัวบ้าง การที่ไม่ขยับตัว วันๆ นั่งๆ นอนๆ ก็มีส่วนให้ท้องผูก ควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมงก็ยังดี เพราะการออกกำลังนอกจากทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวแล้ว ยังสามารถลดภาวะ เครียด หงุดหงิด โรคซึมเศร้าได้เหมือนกัน ซึ่งถ้าเรายิ่งเครียดลำไส้ยิ่งไม่ทำงาน ท้องยิ่งผูก
- ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทาน ในแต่ละมื้อควรมีผักเป็นส่วนประกอบบ้าง อย่ากินแต่หมูทอด ไก่ทอด ทุกมื้อ หรือไม่อย่างนั้นก็เพิ่ม ผลไม้ ธัญพืช เข้าไปแทน ซึ่งจะช่วยในการขับถ่ายได้ดีขึ้น
ยาแก้ท้องผูก เป็นยาที่คนไทยนิยมใช้กันมากที่สุดชนิดหนึ่ง ยาตามท้องตลาดส่วนใหญ่จะเข้าไปกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ให้เกิดการบีบตัวมากขึ้นกว่าปกติเพื่อให้ขับถ่าย หากใช้บ่อยๆ ในระยะยาว ลำไส้ใหญ่จะเกิดการหย่อนยาน และไม่สามารถบีบตัวเองได้ และเราไม่สามารถขับถ่ายเองได้หากไม่กินยาแก้ท้องผูก
Up & Down ได้เวลาลุกขึ้นมาออกกำลังกาย
การออกกำลังกาย จะทำให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายได้เคลื่อนไหว เมื่อกระเพาะอาหาร และลำไส้ขยับเคลื่อนตัวได้ดีขึ้น เวลาที่เรากินอาหารเข้าไป อาหารก็จะสามารถส่งผ่านไปได้ง่าย และสะดวก หากเปรียบเทียบกับคนที่นั่งทำงานอยู่กับที่ทั้งวัน ลำไส้ก็จะลอยอยู่นิ่งๆ ไม่มีการขยับเขยื้อน กากอาหารก็จะตกค้าง และแข็งจับตัวเป็นก้อน และทำให้เกิดอาการท้องผูกได้ง่ายนั่นเอง
