หนึ่งในสาเหตุใหญ่ของอาการข้อเสื่อมคือ มีน้ำหนักตัวเกิน หรืออ้วน เพราะยิ่งน้ำหนักตัว มากเท่าไร ข้อต่างๆ ในร่างกายก็ยิ่งต้องรับภาระมากเท่านั้น โดยเฉพาะข้อเข่า สะโพก และ หลัง ที่เป็นกำลังหลักในการรับน้ำหนักของร่างกาย การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและการควบคุมน้ำหนักจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบแอโรบิคที่ช่วยเผาผลาญพลังงานได้เป็นอย่างดี แต่หากผู้ป่วยกังวลว่าการออกกำลังกายจะเป็นอันตรายต่อข้อกระดูก ก็ควรเลือกประเภทของการออกกำลังกายที่ข้อไม่ต้องแบกรับภาระมากนัก เช่น ว่ายน้ำ การเดินในน้ำ เดิน หรือปั่นจักรยาน
เปรียบเทียบค่าดัชนีมวลกาย Body Mass Index (BMI) จากสูตร
น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) / ส่วนสูง (เมตร) ยกกำลัง
| ค่าดัชนีมวลกาย | แปลผล |
| น้อยกว่า 18.5 | ผอม |
| 18.5 – 22.9 | สมส่วน |
| 23.0 – 24.9 | น้ำหนักเกิน |
| 25.0 – 29.9 | อ้วน |
| มากกกว่าหรือเท่ากับ 30 | อ้วนรุนแรง |
ตัวอย่างเกณฑ์น้ำหนักตัวเมื่อคำนวณตามดัชนีมวลกาย จำแนกตามความสูง
|
ส่วนสูง (เมตร) |
น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) |
||
|
น้ำหนักปกติ |
น้ำหนักตัวเกิน |
อ้วน | |
| 1.50 | 41.6 – 51.5 | 51.6 – 56 | มากกว่า 56 |
| 1.55 | 44.4 – 55.0 | 55.1 – 59.8 | มากกว่า 59.8 |
| 1.60 | 47.3 – 58.6 | 58.7 – 63.7 | มากกว่า 63.7 |
| 1.65 | 50.4 – 62.3 | 62.4 – 67.8 | มากกว่า 67.8 |
| 1.70 | 53.5 – 66.2 | 66.3 – 72.0 | มากกว่า 72 |
| 1.75 | 56.7 – 70.1 | 70.2 – 76.3 | มากกว่า 76.3 |
จากการศึกษาพบว่าในรายที่น้ำหนักตัวเกิน เมื่อน้ำหนักลดลงจะทำให้ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมลดลงได้ถึงร้อยละ 50 เมื่อน้ำหนักตัวเกินควรลดน้ำหนักหรือควบคุมไม่ให้เพิ่มขึ้น เพราะน้ำหนักตัวที่มากจะเพิ่มแรงกดหรือกระแทกบนข้อต่อในการทำอิริยาบถที่เคลื่อนไหว ไม่ว่าจะตอนยืน เดิน ข้อเข่าจะต้องรับน้ำหนัก 2-3 เท่าของน้ำหนักตัว
อย่างไรก็ตามการลดน้ำหนักไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยกำลังใจ และวินัยในการควบคุมน้ำหนักตัวเอง ความเข้าใจในเรื่องโภชนาการ และการออกกำลังกายที่ถูกต้อง หากลดน้ำหนักได้เพียงเล็กน้อยก็จะช่วยลดอาการปวดข้อได้
