อาการ หอบ เหนื่อย มีเสมหะปนเลือด มีหนอง มีไข้ รู้หรือไม่ว่า… อาจเป็นอาการของโรค “หนองในเยื่อหุ้มปอด”
หนองในเยื่อหุ้มปอด เกิดจากอะไร?
“หนองในเยื่อหุ้มปอด” คืออาการที่ร่างกายส่งสัญญาณเตือนว่าเรากำลังป่วย ซึ่งโพรงเยื่อหุ้มปอดนั้น คือช่องว่างระหว่างเยื่อ 2 ชั้นที่หุ้มอยู่รอบปอด โดยมีน้ำหล่อลื่นอยู่เล็กน้อย
ในบางคนที่มีความผิดปกติเกิดขึ้น เช่น มีหนองหรือมีเลือด อาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือการอักเสบของเยื่อหุ้มปอด ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการหอบ เหนื่อย หรือมีคนไข้สูงได้ โดยสาเหตุของโรคหนองในช่องเยื่อหุ้มปอดมักเกิดขึ้นตามหลังจากการติดเชื้อปอดอักเสบแล้ว ทั้งนี้สามารถเกิดได้ในคนทั่วไปที่ไม่มีโรคประจำตัวและที่มีสุขภาพแข็งแรง ไปจนถึงผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นต้น
ผศ.นพ.ศิระ เลาหทัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญศัลยศาสตร์ทรวงอกเฉพาะทางด้านโรคปอด โรงพยาบาลพญาไท 1 กล่าวว่า
“อาการของโรคหนองในช่องเยื่อหุ้มปอดที่สำคัญที่สุด คือผู้ป่วยมักจะเริ่มมีอาการไข้ขึ้นสูงและเจ็บแน่นหน้าอก ไปจนถึงมีอาการหอบเหนื่อย ในบางรายอาจมีอาการไอมาก หรือไอออกมาเป็นหนองหรือมีเสมหะปนเลือดได้”
การตรวจวินิจฉัยโรคหนองในเยื่อหุ้มปอด
การวินิจฉัยโรคนี้ จะต้องทำการเจาะปอด (thoracentesis) เพื่อดูลักษณะของน้ำ และแยกโรคให้ได้ว่า ผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งที่มีการลุมลามของน้ำในปอด หรือโรควัณโรคหรือไม่ ซึ่ง 2 โรคนี้ สามารถตรวจพบได้โดยการส่งตรวจหาเชื้อวัณโรค (PCR for TB) และการตรวจหาเซลล์มะเร็ง(Cytology)
การรักษา
สำหรับการรักษาโรคหนองในช่องเยื่อหุ้มปอดจะขึ้นอยู่กับระยะของโรค หากเป็นระยะเริ่มแรกแพทย์จะทำการใส่ท่อระบายหนองออก ถ้าสามารถระบายหนองออกได้หมดและอาการของผู้ป่วยดีขึ้น ก็ไม่จำเป็นต้องทำการผ่าตัด เพียงแต่ต้องให้ยาปฏิชีวนะนานอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ และเมื่อได้รับยาปฏิชีวนะครบกำหนดแล้ว หากอาการไม่ดีขึ้น หรือผลเอกซเรย์ทรวงอกยังพบว่ายังคงมีหนองในช่องเยื่อหุ้มปอดอยู่ หรือในบางรายที่พบว่ามีหนองเกิดขึ้นหลายตำแหน่ง ก็แสดงว่าผู้ป่วยเป็นโรคนี้ในระยะที่ 2 หรือ 3 แล้ว ก็มีความจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด (Decortication) โดยในอดีตนั้นจะเป็นการผ่าตัดแบบเปิด ซึ่งแผลจะมีขนาดใหญ่และอาจมีบางครั้งที่ต้องตัดซี่โครงออกเพื่อช่วยในการระบายหนองออกให้หมด และการลอกเยื่ออักเสบติดเชื้อออกจากเยื่อหุ้มปอด
แต่ในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีที่ดีขึ้น เราสามารถรักษาโรคนี้ได้ด้วยการผ่าตัดส่องกล้อง (Video assisted thoracoscopic surgery; VATs) ซึ่งการผ่าตัดแบบนี้ ผู้ป่วยจะมีแผลเพียงเล็กๆ ขนาดราว 3 เซ็นติเมตรเท่านั้น โดยการผ่าตัดส่องกล้อง ศัลยแพทย์จะต้องมีความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือและการผ่าตัดเป็นอย่างมาก ซึ่งผลลัพธ์นั้นจะดีเทียบเท่ากับการผ่าตัดเปิด แต่ที่ดีกว่าคือสามารถลดภาวะแทรกซ้อน และลดระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลได้
ผศ.นพ.ศิระ เลาหทัย
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญศัลยศาสตร์ทรวงอกเฉพาะทางด้านโรคปอด
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
ศูนย์รังสีวิทยาหลอดเลือดและรังสีร่วมรักษา
โรงพยาบาลพญาไท 1
อาคาร 1 ชั้น 2
โทร. 02-201-4600 หรือ 1772
