การทำวิจัยเรื่องมะเร็ง เพื่อให้เข้าใจและเรียนรู้กระบวนการเติบโตของมะเร็ง ขั้นตอนความผิดปกติทางด้านยีนตัวไหนของเซลล์มะเร็ง ทำให้สามารถค้นพบช่องทางหรือทิศทางในการเติบโตของมะเร็งว่าต้องใช้ปัจจัยอะไรบ้าง ซึ่งปัจจัยที่สำคัญคือ
ไซโตไคน์ (Cytokine) หรือความผิดปกติของเซลล์มะเร็งของตัวมันเอง เป็นปัจจัยสำคัญในการเติบโตของมะเร็ง เพราะมะเร็งสามารถทำให้มันเติบโตได้ด้วยตัวของมันเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาอาศัยอะไร การที่เซลล์จะโตแบ่งจากหนึ่งเป็นสองได้ ต้องอาศัยปัจจัยในการเกื้อหนุนการเติบโต ซึ่งตัวมะเร็งนี้เติบโตโดยตัวของมันเองได้ ขณะที่มะเร็งเติบโตไปเรื่อย ๆ เซลล์มะเร็งไม่เสถียร จะเกิดความผิดปกติของตัวยีนมากขึ้น ยิ่งโตมากความหลากหลายของมะเร็งจะมากขึ้น ถึงแม้ตั้งต้นจะเกิดจากเซลล์เดียวก็ตาม เมื่อความหลากหลายของเซลล์มะเร็งเพิ่มขึ้น การตอบสนองต่อการรักษาและการอยู่รอดจะไม่เหมือนกัน แม้จะเป็นมะเร็งจากก้อนเดียวกันก็ตาม” นพ.วิชิต อาภรณ์วิรัตน์ กล่าว
เมื่อช่องทางในการเติบโตของมะเร็งช่องทางที่หนึ่ง ใช้โปรตีนบางอย่าง ตัวที่หนึ่งจะโตในช่องทางตัวที่หนึ่ง ขณะเดียวกันมะเร็งกลุ่มที่สองหรือในคนไข้คนที่สองอาศัยการโตในช่องทางหนึ่ง จะมีตัวรับอีกตัวหนึ่ง ทำให้เราสามารถสร้างหรือผลิตยา ไม่ว่ายาตัวนั้นจะผลิตมาจากสารเคมีเราเรียกว่าเป็นโมเลกุลขนาดเล็ก (small molecules) ยาซึมผ่านผิวเซลล์เพื่อไปทำหน้าที่บล็อคโปรตีนหรือสื่อในการทำงานต่าง ๆ เหล่านี้ในจุดที่จะแตกต่างกันไปในแต่ละเซลล์ ซึ่งจะไปจับกับตัวรับที่อยู่บนผิวเซลล์ ทำให้ช่องทางไม่ถูกกระตุ้นขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นการรักษาด้วยวิธีนี้เป็นการรักษาที่ออกฤทธิ์เฉพาะตำแหน่งของพวกโปรตีนที่ผิดปกติบนผิวเซลล์ จึงเรียกการรักษากลุ่มนี้ว่า Targeted Therapy เพราะมุ่งรักษาเฉพาะจุด
ในปัจจุบันหลังจากที่มีการค้นพบยากลุ่มนี้ออกมาแล้ว ในระยะแรกเป็นความหวังอันใหม่ของการรักษามะเร็ง จะทำให้คนไข้หายขาดมากขึ้น หลังจากใช้ยามาสักระยะหนึ่ง ระยะตั้งต้นยากลุ่มนี้ตอบสนองดีมาก ทำให้มะเร็งยุบลง แต่สุดท้ายแล้วมะเร็งจะมีกลไกบางอย่างของตัวมันเองเพื่อที่จะหลบเลี่ยงคือการดื้อยา การดื้อยาของโรคคือมะเร็งจะพยายามหนีไปโตในช่องทางอื่น ทำให้ในระยะแรกจะประสบความสำเร็จ สุดท้ายแล้วโรคมักจะดื้อยาและคนไข้จะเสียชีวิตอยู่ดี
อย่างไรก็ตาม Targeted Therapy ต้องใช้เวลาในการศึกษาอีกยาวนาน เพราะมะเร็งมีหลายระยะ และในปัจจุบันยากลุ่มนี้ส่วนใหญ่ได้รับการอนุมัติให้ใช้รักษามะเร็งในระยะสุดท้าย จะมียาไม่กี่ตัวเท่านั้นที่มีผลการวิจัยพบว่า สามารถเอายากลุ่มนี้มารักษาในมะเร็งระยะเริ่มต้นได้ และมีโอกาสหายขาดจากมะเร็งได้มากขึ้น ยกตัวอย่าง ยาเฮอร์เซปตินเป็นยาที่บล็อคโมเลกุลบนผิวของมะเร็งเต้านม ใช้ได้กับมะเร็งเต้านมที่มีผลเป็นบวกเท่านั้น ดังนั้น การวินิจฉัยว่าจะใช้ยาตัวใดรักษามะเร็งชนิดใด เราจะต้องเอาชิ้นเนื้อของมะเร็งไปตรวจเพื่อจะดูตัวรับบนผิวมะเร็งว่า จะใช้ยาตัวใดที่มีประสิทธิภาพประสิทธิผลบ้าง
การรักษา Targeted Therapy เหมาะกับการรักษาในระยะสุดท้าย หากคนไข้ยังตอบสนองต่อการรักษาดี ไม่มีผลข้างเคียงตามมา และมะเร็งยังตอบสนองการรักษาอยู่ การรักษาแบบมุ่งรักษาเฉพาะจุดสามารถใช้รักษาได้ไม่มีวันสิ้นสุด จนกว่าจะหายขาด
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านด้านมะเร็งวิทยา
ศูนย์มะเร็ง โรงพยาบาลพญาไท 2
